
เศรษฐกิจไทยติดหล่มการเมือง...เงินทุนไหลออก
ประการแรก สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังยืดเยื้อหลังเลือกตั้ง
ประการแรก สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังยืดเยื้อหลังเลือกตั้ง
การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ไม่สามารถเปิดการเลือกตั้งได้ 9 จังหวัด 42 เขต มีเหตุกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย ตรงนี้อาจช่วยให้นักลงทุนบรรเทาความหวาดกลัวลงได้บ้าง
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงยืดเยื้อ ยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องเลือกตั้งซ้ำซากไปอีก 46 เดือน กว่าจะได้ สส.เพียงพอต่อการเปิดประชุมสภา แถมต้องลุ้นต่อว่าการเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่
ระหว่างรอรัฐบาลใหม่อาจมีคำวินิจฉัยองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือ กกต. ที่นำไปสู่การหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส./สว. จำนวนมากต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง จนนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง
ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลรักษาการยาวไปถึงกลางปี แต่ไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ การจัดทำงบประมาณปี 2558 มีแนวโน้มล่าช้า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนภาคเอกชนส่อเลื่อนยาว ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย เงินชาวนาติดอยู่ในโครงการรับจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาทมาหลายเดือนแล้ว ขณะที่ยางพาราซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างรายได้อันดับ 1 ให้กับประเทศ ยังเผชิญกับภาวะราคายางพาราตกต่ำต่อไป ด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ราว 10% ของ GDP ถูกกระทบเต็มๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ
จะเห็นได้ว่า เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแทบทุกตัว ยกเว้นการส่งออกสะดุดปัญหาการเมืองที่กำลังเผชิญภาวะสุญญากาศไปอย่างน้อยอีก 46 เดือน
ภาคส่งออกแม้จะได้ผลดีจากบาทอ่อนและเศรษฐกิจโลกฟื้น แต่หากสถานการณ์การเมืองย่ำแย่ลงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้า ทำให้ออร์เดอร์อาจหดหาย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2557 จึงมีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำกว่า 3% และมีความเสี่ยงจะโตต่ำกว่านี้มาก หากสถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงแบบยืดเยื้อ
ประการที่ 2 ผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนะหุ้นเป็นเดือนแรกตั้งแต่ปี 2551 หลังกระแสเงินทุนที่วิ่งออกจากตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ไหลเข้าหาตลาดพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง
ในเดือน ม.ค. 2557 ดัชนีหุ้นโลกที่วัดจาก MSCI AllCountry World Index ร่วง 4.1% ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทรุด 6.6% สวนทางกับตลาดตราสารหนี้ที่ราคาพันธบัตรวิ่งขึ้นจนดึงบอนด์ยีล 10 ปี ของสหรัฐเหลือ 2.64% จาก 3.03% เมื่อสิ้นปี 2556
ความปั่นป่วนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเกิดจากหลายสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่
เฟดมีมติลดการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือลด QE ลง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อกลางเดือน ธ.ค. และลดซ้ำอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปลายเดือน ม.ค.
ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่กลับชะลอตัวลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การลดค่าเงินเปโซอาร์เจนตินา รวมถึงสกุลเงินลีร่าตุรกีอ่อนแตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนธนาคารกลางตุรกีและอินเดียต้องงัดมาตรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนไหลออก
น่าสังเกตว่าสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ที่ผันผวนแรงกำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลงบประมาณและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมๆ กัน
ความปั่นป่วนของตลาดเกิดใหม่ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจลุกลามออกไปในวงกว้าง จนฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ดี พื้นฐานเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อนปี 2543 ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะ หนี้ต่างประเทศ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ยิ่งกว่านั้นส่วนใหญ่ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแล้ว การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจึงยืดหยุ่นต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่
นอกจากนั้น ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ได้ปรับลงมากกว่า 10% ขึ้นไป นับจากเฟดเริ่มส่งสัญญาณจะลด QE ตั้งแต่ 20 พ.ค. 2556 จนค่าพี/อีถอยลงมาอยู่ในเกณฑ์ไม่แพงแล้ว
แม้ขนาดเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่รวมกันจะมีขนาดถึง 40% ต้นๆ ของ GDP โลก เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากก่อนปี 2543 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่มีปัญหารวมกันแล้วยังมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ในส่วนของจีนที่มีขนาด 11% ของ GDP โลก แค่เศรษฐกิจชะลอเท่านั้น ปีนี้ยังขยายตัวเกิน 7%
ดังนั้น ความกังวลที่ว่าความปั่นป่วนของตลาดเกิดใหม่จะนำไปสู่การฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจึงดูเกินจริงไปมาก ขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังอยู่บนเส้นทางการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในกรณีที่ผมประเมินผิดไป มีสัญญาณมากขึ้นว่าความปั่นป่วนของตลาดเกิดใหม่จะลุกลามไปถึงประเทศหลัก จนฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เฟดอาจส่งสัญญาณเลื่อนแผนการลด QE ออกไป เพื่อให้ตลาดเกิดใหม่มีเวลาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้น มาตรการนี้จะช่วยหนุนตลาดหุ้นทางอ้อม
ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจติดหล่มการเมือง ท่ามกลางความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งผันผวน อย่างไรก็ดี พื้นฐานของ บจ.ส่วนใหญ่ยังแข็งแรง และราคาตลาดเริ่มต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐาน การปรับฐานของราคาหุ้นจึงเป็นโอกาสสำหรับการเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาลงแรงเกินไป พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







