
ตรุษจีนปีนี้ซองอั่งเปาบางลง
เทศกาลตรุษจีนขึ้นปีม้าปีนี้ดูจะไม่คึกคักแบบปีที่ผ่านๆ มานะคะ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เนื่องจากบรรยากาศบ้านเมืองเราในปีนี้ที่ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความไม่เชื่อมั่นที่มีมากขึ้น ซึ่งส่งผลสำคัญต่อการใช้จ่ายและการลงทุนโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็อย่าแปลกใจที่ปีนี้หลายๆ คนจะได้รับซองอั่งเปาที่ “บางลง” หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ค่ะ
เทศกาลตรุษจีนขึ้นปีม้าปีนี้ดูจะไม่คึกคักแบบปีที่ผ่านๆ มานะคะ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เนื่องจากบรรยากาศบ้านเมืองเราในปีนี้ที่ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความไม่เชื่อมั่นที่มีมากขึ้น ซึ่งส่งผลสำคัญต่อการใช้จ่ายและการลงทุนโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็อย่าแปลกใจที่ปีนี้หลายๆ คนจะได้รับซองอั่งเปาที่ “บางลง” หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ค่ะ
วันนี้ดิฉันมีเรื่องจากประสบการณ์จริงมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังค่ะ ดิฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นผู้บริหารโรงแรมในย่านที่ติดกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ตอนนี้เขากำลังประสบกับปัญหาอัตราการเข้าพัก หรือ Occupancy Rate ของโรงแรมที่ลดลงจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ซึ่งนั่นส่งผลให้ทางโรงแรมต้องเริ่มงัดมาตรการควบคุมต้นทุนเพื่อความอยู่รอดออกมาใช้
ตอนนี้พนักงานในโรงแรมก็ต้องนอนอยู่บ้านกันมากขึ้นค่ะ เพราะทางโรงแรมมีนโยบายให้พนักงานหยุดงานกันมากขึ้น และเริ่ม “ทอนเงินเดือน” พนักงาน ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วพนักงานทำงาน 30 วัน หรือ 1 เดือน จะได้ค่าตอบแทน 3 หมื่นบาท แต่เนื่องจากโรงแรมให้พนักงานหยุดงานที่บ้าน 10 วัน ดังนั้น เงินเดือนทีได้จึงเหลือ 2 หมื่นบาท ไปโดยปริยายค่ะ
เมื่อรายได้ในรูปของเงินเดือนและทิปที่เคยได้ลดลง แน่นอนว่าการจับจ่ายใช้สอยก็ลดลงโดยอัตโนมัติด้วย ซื้อของกันน้อยลง ออกไปกินข้าวนอกบ้านกันน้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ยอดขายของร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ก็ย่อมหดตัวลงไปด้วยค่ะ
ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อก็เป็นการบีบให้ต้องหยุดงานอยู่กับบ้านนานขึ้น ธุรกิจต่อเนื่องอย่างร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ที่ยอดขายลดลงอยู่แล้ว อาจต้องเริ่มลดเวลาทำงานหรือหยุดการขายมากขึ้นตามปรากฏการณ์ที่ลูกจ้างหยุดงานนานขึ้นเช่นกันค่ะ
ตรงนี้คุณผู้อ่านจะเห็นภาพชัดหากไปเดินแถวร้านค้า ห้างร้านต่างๆ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ชุมนุม “ปิดกรุงเทพฯ” เป็นต้นมา เนื่องด้วยการยึดพื้นที่ของผู้ชุมนุมจึงส่งผลต่อปริมาณผู้คนที่จะมาจับจ่ายใช้สอยในแต่ละย่านและรายได้ของธุรกิจในแต่ละย่านนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
เมื่อยอดค้าปลีกโดยรวมในธุรกิจต่างๆ ลดลงจากการบริโภคลดลง ก็จะส่งผลกระทบไปถึงยอดสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆ เช่น อาหารสด ให้ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน
ลองนึกภาพตามนะคะ ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานและเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งเริ่มเห็นเค้าลางบ้างแล้วจากกรณีม็อบชาวนา และผู้ชุมนุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่เคลื่อนไหวในจังหวัดต่างๆ เริ่มออกมากันมากขึ้นค่ะ
หากสิ่งที่เกิดขึ้นกับกิจการโรงแรมของเพื่อนที่ดิฉันรู้จักนั้นเกิดกระจายตัวและแผ่วงกว้างส่งผลไปถึงกิจการทั่วประเทศแสนกว่าล้านบริษัทแล้ว เราย่อมหลีกไม่พ้นผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นและรายได้และการบริโภคที่หดตัวลงยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งนั่นย่อมเป็นผลลบต่อทุกฝ่ายทุกสีแน่นอนค่ะ
ดิฉันก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับคืนมาเป็นปกติโดยเร็ว เพื่อหยุดยั้งวงจรแห่งความหายนะทางธุรกิจนี้ไม่ให้แพร่กระจายสร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองในอนาคตไปมากกว่านี้นะคะ







