
พิษกู้เงินจำนำข้าวทำเครดิตประเทศพัง
บากบั่น บุญเลิศ / เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
บากบั่น บุญเลิศ / เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของกระทรวงการคลังที่เป็นนิติบุคคลและกระทำการแทนรัฐบาลในการกู้ยืมเงินจากตลาดเงินในประเทศแล้วปรากฏว่า ไม่มีธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยเงินกู้ให้
จนกระทรวงการคลังต้องประกาศล้มการประมูลเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก้อนแรก 2 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายจำนำข้าวให้ชาวนา
ถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงการคลังกู้เงินแค่ 2 หมื่นล้านบาทแล้วถูกเมินจากตลาดเงิน
แรงดีดสะท้อนที่ตามมาจากการปฏิเสธการปล่อยกู้ของระบบธนาคารพาณิชย์นั้น ได้สร้างความสั่นคลอนให้กับเครดิตของประเทศอย่างยิ่ง
เนื่องเพราะทำให้พันธบัตรเงินกู้ที่ค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับหน่วยงานของรัฐมีสภาพที่แตกต่างไปจาก “จังก์บอนด์” ทั้งๆ ที่เป็นพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลแต่เครดิตกลับไม่มี
Junk Bond นั้นเป็นใบหุ้นกู้หรือพันธบัตรการลงทุนที่เสนอค่าตอบแทนสูงและสวยหรู แต่มีอัตราความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งและเสี่ยงเกินปกติ
สาเหตุเนื่องจากสถาบันการเงิน 33 แห่งที่เชิญเข้าร่วมประมูลไม่มีใครเสนอปล่อยกู้เข้ามาเลย เพราะเห็นการดำเนินการกู้เงินดังกล่าวของรัฐบาลรักษาการนั้นสุ่มเสี่ยงว่าอาจจะทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และคนที่ปล่อยกู้จะมีความผิดติดร่างแหไปด้วย
แม้ว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะออกมายืนยันว่าการกู้ดังกล่าวคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบและดำเนินการอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่า การกู้เงินไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 181 (3) เพราะเป็นโครงการต่อเนื่องดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนยุบสภา
ทว่าคำยืนยันดังกล่าวของ กิตติรัตน์ ที่เป็น รมว.คลัง กลับไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินได้แม้แต่น้อย
แม้ว่าจะมีการรายงานว่ามีธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้ยื่นประมูลเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาทในช่วงท้ายก่อนปิดการประมูล และได้เสนอราคาหรือดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าอัตราปกติที่รัฐบาลจะกู้ร่วม 1% แต่ก็เป็นเพราะถูกผู้บริหารกระทรวงการคลังและรัฐบาลบีบให้เข้ามาประมูล
ในที่สุดกระทรวงการคลังก็รับในอัตราดอกเบี้ยที่เสนอมาไม่ได้ เพราะเห็นว่าการเสนอราคาดังกล่าวเป็นเสมือนกับการปฏิเสธปล่อยกู้ทางอ้อม
ภาวะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือของกระทรวงการคลังและรัฐบาลรักษาการตกอยู่ในภาวะล่มสลายเสียแล้ว
เงินกู้ของรัฐบาลไทยที่ได้รับเครดิตอยู่ระดับ BBB+ ที่สถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศเคยพากันแย่งปล่อยกู้ ถึงตอนนี้เงินกู้กระทรวงการคลังกลับแปรสภาพเป็นจังก์บอนด์ที่สถาบันการเงินโบกมือผ่านพากันวิ่งหนี
แม้แต่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทยที่เคยเป็นแขนขาให้รัฐบาลมาตลอดก็ยังไม่กล้าปล่อยเงินกู้
เพราะกลัวผิดกฎหมายและอาจเจอการแห่ถอนเงินจากประชาชนจน “เอาไม่อยู่”
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็ออกมายืนยันว่า เปิดประมูลเงินกู้รอบใหม่ในสัปดาห์นี้ก็จะไม่เข้ายื่นซองประมูลเหมือนกับที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าความเสี่ยงของการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น คนที่จะยืนยันว่าทำผิดหรือไม่ น่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ใช่ความเห็นของรัฐบาลหรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ไม่มีน้ำหนักพอ
ไม่เฉพาะธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่ “แหยงที่จะปล่อยกู้” แม้แต่ข้าราชการกระทรวงการคลังก็ยัง “หวั่นไหว” กับข้อกฎหมายนี้
เอกสารความเห็นของ จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ทำความเห็นถึง กิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ว่าการกู้เงินครั้งนี้มีความเสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3) น่าจะเป็นการตอกย้ำว่าเครดิตของกระทรวงการคลังและรัฐบาลรักษาการหมดสภาพไม่น่าเชื่อถือ
เพราะแม้แต่ผู้บริหารกระทรวงการคลังเองก็ยังไม่มั่นใจว่าการกู้เงินชุดนี้ถูกกฎหมายหรือไม่
ในเมื่อหน่วยงานของรัฐบาลยังไม่เชื่อเครดิตของรัฐบาล ไม่เชื่อว่ามติของ ครม. ที่อนุมัติกู้เงินมาจำนำข้าวจะถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นว่าการกู้เงินไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเป็นความเห็นที่ถูกต้อง เมื่อแปรความจากการที่ สบน.ทำหนังสือเสนอความเห็นไปถึง รมว.คลัง ว่าการดำเนินการกู้จะผิดกฎหมายและอาจจะถูกดำเนินคดีตามมาหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น
ผลของการที่หน่วยงานของรัฐไม่เชื่อมั่นรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาลจึงทำให้เครดิตการกู้เงินของประเทศล่มจมไปด้วย
การกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท ที่จะทยอยประมูลรอบละ 2 หมื่นล้านบาท ไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวที่มีผลขาดทุนและการทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มนายทุน ได้ส่งผลให้สถาบันการเงินผวาว่าจะเสียภาพลักษณ์ เพราะเป็นการปล่อยกู้สนับสนุนการโกงกิน อาจโดนต่อต้านจากมวลชนกระทบต่อผลการดำเนินงานของแบงก์
ส่งผลให้ไม่มีธนาคารรายใดกล้าที่จะปล่อยเงินกู้จำนำข้าวครั้งนี้
นอกจากต้องชั่งใจเรื่องข้อกฎหมายให้ดีแล้ว ยังต้องดูเรื่องธรรมาภิบาลอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสังคมไทยได้มีความตื่นตัวมากขึ้น
เพราะหากดูการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามารับจำนำข้าว 2 ปีแรก 4 ฤดูการผลิต ใช้เงิน 6.8 แสนล้านบาท แต่ปิดบัญชีได้แค่ถึง 31 ม.ค. 2556 หรือ 1 ฤดูการผลิตเท่านั้น โดยมีผลขาดทุน 1.3 แสนล้านบาท
เงินที่ใช้ไปในส่วนที่เหลือยังไม่สามารถปิดบัญชีได้ เพราะมีข้าวหาย ข้าวเน่า และการขายข้าวขาดทุนเกิดขึ้นจำนวนมาก จนรัฐบาลไม่กล้าเปิดเผยตัวเลข ในขณะที่หลายหน่วยงานต่างประเมินว่าผลขาดทุนทั้ง 4 ฤดูกาลจะไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท
ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตจนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้สอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องหลายคน รวมถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการดำเนินการที่เสียหายกับประเทศด้วยอีกคน
เป็นการสอบสวนเพิ่มเติมจากที่ได้มีการดำเนินการเอาผิดกับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ข้าราชการ และกลุ่มเอกชนอีก จำนวนหนึ่ง
โครงการจำนำข้าวที่ย่ำแย่ทั้งเจ๊งทั้งทุจริตเช่นนี้ หากเป็นโครงการของเอกชนคงไม่เหลือเครดิตให้สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้ กลายเป็นแรงกดดันกับสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการรับจำนำข้าวยากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการบั่นทอนเครดิตการกู้เงินของประเทศ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนแผลออกมาให้เห็นว่า ยิ่งมีรัฐบาลรักษาการนานเท่าไร ยิ่งส่งผลกระทบเครดิตการกู้เงินประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น
เพราะนอกจากกู้เงินจำนำข้าวรอบใหม่ 1.3 แสนล้านบาทจะไม่ได้แล้ว ในอนาคตหากรัฐบาลจะต้องกู้เงินมารีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้รับจำนำข้าว 4.1 แสนล้านบาทที่ใช้ไปใน 2 ปีแรกด้วย เพราะอาจกู้ไม่ได้อีกด้วย เพราะสถาบันการเงินกลัวว่าจะผิดกฎหมายและเสียภาพลักษณ์หรือกลายเป็นผู้สนับสนุนขบวนการโกงกินเงินหลวง
พิษจากนโยบายประชานิยมในโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ภาคภูมิใจ กำลังลุกลามไปถึงเครดิตการกู้เงินของประเทศไทยอย่างร้ายแรง ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน







