posttoday
เหตุที่ธนาคารเมินให้กู้จำนำข้าว

เหตุที่ธนาคารเมินให้กู้จำนำข้าว

03 กุมภาพันธ์ 2557

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ชลลดา อิงศรีสว่าง

เป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของธนาคารพาณิชย์ ที่จะต้องปล่อยกู้ให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) วางแผนทยอยออกพันธบัตรขายครั้งละ 2 หมื่นล้านบาท ให้ได้เงินครบ 1.3 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายค่าจำนำข้าวให้กับชาวนาที่กำลังตามทวงเงินจากรัฐบาล

สมชาย สกุลสุรรัตน์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารศรีนคร และธนาคารทหารไทย กล่าวว่า อยากแนะนำรัฐบาลว่าอย่าเสียเวลาชี้แจงสถาบันการเงินที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินในประเทศหรือต่างประเทศ เพื่อให้เขายอมให้กู้เงินมาใช้หนี้ชาวนาเลย เพราะข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการจำนำข้าวของรัฐบาลไทยนั้นโด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนี้ ใครๆ ก็ทราบว่าประเทศไทยจะเกิดสุญญากาศ ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศเต็มตัวอีกอย่างน้อยหกเดือน แถมการกู้เงินก็ไม่ระบุว่าจะเอาไปใช้หนี้ชาวนา เป็นการโยกเงินไปใช้หนี้ หลังจากที่ได้รับเงินกู้ ซึ่งจะยิ่งสร้างความไม่น่าเชื่อถือใน Integrity หรือพฤติกรรมความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

“มองจากมุมมองของสถาบันการเงินการปล่อยให้กู้ หมายถึง ความเสี่ยงจากการทำผิดกฎหมายโดยปล่อยเงินกู้ให้ผู้บริหารของนิติบุคคลที่ไม่มีอำนาจกู้ ตัวนิติบุคคลสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ กรณีถ้าปัญหาเกิดขึ้นใครปล่อยเงินกู้แล้วเรียกเงินคืนจาก ธ.ก.ส. หรือกระทรวงการคลังไม่ได้ เพราะผู้ให้กู้ทราบอยู่แล้วว่าอาจเป็นการกู้โดยผู้บริหารฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลรักษาการก่อหนี้ผูกพัน รัฐบาลใหม่ก็ต้องไปฟ้องร้องรัฐมนตรีคลังกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องให้รับผิดชอบชดใช้หนี้หนึ่งแสนสามหมื่นล้านบาทเอาเอง กว่าจะได้คืนหรือไม่ได้คืนก็ต้องตั้งสำรองหนี้สูญรอคำพิพากษาของศาลอีกเจ็ดแปดปี” สมชาย กล่าว

แถมคณะกรรมการและผู้บริหารสถาบันการเงินที่อนุมัติให้กู้ ถ้าปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไรก็อาจถูกฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นว่าให้กู้โดยขัดต่อหลักบรรษัทภิบาล และเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย

ทั้งหมดนี้ไม่รวมความเสี่ยงจากการถูกถอนเงินฝากถูกปิดล้อม และการเสียภาพลักษณ์ขององค์กรที่ปล่อยเงินกู้ให้โครงการที่ฉาวโฉ่เรื่องการทุจริต แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นแค่ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าการกู้เงินขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้ให้กู้ก็ต้องรอวัดดวงเอาเองว่ากำลังปล่อยกู้ให้กระทรวงการคลังหรือปล่อยกู้ให้รัฐมนตรี

กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ระบุว่า ตามปกติก่อนจะอนุมัติเงินกู้ ธนาคารต้องตรวจเช็กข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้ให้ครบถ้วน (Due Diligence) ฝ่ายกฎหมายธนาคารต้องตรวจเช็กว่ารัฐบาลมีอำนาจทางกฎหมายที่จะกู้เงินจริงหรือไม่ เพราะถ้าอนุมัติไปแล้วปรากฏในภายหลังว่าเป็นการกู้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็คงต้องไปฟ้องเอาเงินคืนจากนักการเมืองและข้าราชการเอาเอง

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ทำให้ทุกธนาคารไม่มีใครกล้าเสี่ยงให้รัฐบาลกู้ แต่ไม่อาจปฏิเสธแรงกดดันได้ ก็ใช้วิธีการบวกพรีเมียมความเสี่ยงเข้าไปด้วย จึงคิดดอกเบี้ยเงินกู้แพงหฤโหดเหมือนตั้งใจไม่ให้กู้ ทำให้การประมูลเงินกู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ต้องล้มเหลว

บางธนาคารที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติ ให้เหตุผลที่ไม่เข้าประมูลเพราะผู้บริหารติด พ.ร.บ.ฉุกเฉินที่รัฐบาลนำออกมาใช้ ทำให้เกรงไม่ปลอดภัยจึงไม่เดินทางเข้ามาในประเทศ คณะกรรมการธนาคารจึงไม่สามารถมีมติได้ บางธนาคารก็ระบุเลยว่าไม่มีนโยบายที่จะให้กู้แข่งกับธนาคารของรัฐ

ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ยืนอยู่บนทางแยกที่ยากในการตัดสินใจ เพราะการปฏิเสธไม่ซื้อพันธบัตร อาจทำให้สัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับชาวนาร้าวฉาน แต่ถ้าซื้อก็เป็นศัตรูกับมวลมหาประชาชนและความเสี่ยงทางธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท