
ประกันสังคมอู้ฟู่4.68หมื่นล.
ผลงานดีฟันกำไรเพิ่มจากปีก่อน2.8พันล้านแจงปีนี้ผันผวนหนักสั่งกระจายการลงทุน
ผลงานดีฟันกำไรเพิ่มจากปีก่อน2.8พันล้านแจงปีนี้ผันผวนหนักสั่งกระจายการลงทุน
ประกันสังคมโชว์กำไรถล่มทลาย 4.68 หมื่นล้านบาท ปรับกลยุทธ์เน้นกระจายลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นายวิน พรหมแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานลงทุนและรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ในงวดบัญชีสิ้นปี 2556 กองทุนประกันสังคมรับรู้กำไรจากการลงทุนถึง 46,820 ล้านบาท สูงกว่าเป้าซึ่งตั้งไว้ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท โดยกำไรที่เกิดขึ้นมาจากดอกเบี้ยพันธบัตร 34,807 ล้านบาท เงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้น 12,013 ล้านบาท
ทั้งนี้ กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1 แสนล้านบาท โดยเงินที่เพิ่มขึ้น 50% มาจากเงินสมทบที่จัดเก็บได้ อีกกว่า 50% จากดอกผลที่เกิดจากการลงทุน
ปัจจุบันเงินลงทุนจำนวนกว่า 1.1 ล้านล้านบาทนั้น ได้มีการแบ่งไปลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูงประมาณ 79% ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้เอกชน และนำไปลงทุนหลักทรัพย์เสี่ยง 21% ได้แก่ พันธบัตรอื่น 5% เงินฝากธนาคาร 3% หุ้น 9% ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ 3% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1%
สำหรับแผนการลงทุนปี 2557 ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคมนั้น นายวิน กล่าวว่า จะเน้นกระจายลงทุนหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทางเลือก ได้แก่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อแสวงหาดอกผลที่สูงขึ้นชดเชยดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
“ปีนี้ตลาดผันผวนมาก จากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ เป็นเรื่องยากที่ผลตอบแทนจะสูงกว่าปีก่อน จึงตั้งเป้าผลตอบแทนการลงทุนอย่างน้อยต้องได้มากกว่า 4.68 หมื่นล้านบาท หรือต้องไม่น้อยกว่าปี 2556” นายวิน กล่าว
นายวิน กล่าวอีกว่า การลงทุนทั้งหมดอยู่ภายใต้ระเบียบการลงทุนที่เคร่งครัด โดยกำหนดให้ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความมั่นคงสูงมากกว่า 60% ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงได้ไม่เกิน 40% ระเบียบและแผนการลงทุนต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของเงิน ประกอบด้วย ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน
“การนำเงินไปลงทุนช่วยสร้างดอกผลให้กับเงินออมของคน 11 ล้านคนเป็นประจำทุกปี ดอกผลที่เกิดจากการลงทุนนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะทุกบาทที่ทำได้จะตกเป็นของกองทุน ซึ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งของบำเหน็จหรือบำนาญที่เจ้าของเงินจะได้รับในอนาคตนั่นเอง” นายวิน กล่าว







