
ต่างชาติกระหน่ำทิ้งหุ้นไทย
ภาวะตลาดหุ้นไทยยังไม่สดใสมากนัก เมื่อนักลงทุนต่างชาติต่างพากันเทขายหุ้นไทย
ภาวะตลาดหุ้นไทยยังไม่สดใสมากนัก เมื่อนักลงทุนต่างชาติต่างพากันเทขายหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยติดต่อกัน 3 วันแรกของสัปดาห์ (27-29 ม.ค.) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,784 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงถึง 43.21 จุด คิดเป็น 3.28% จนในวันที่ 29 ม.ค. ไปปิดที่ระดับ 1,271.42 จุด
อย่างไรก็ตาม นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ยังมองในแง่ดีว่า ปรากฏการณ์ที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่องกันมาหลายวันนี้ยังไม่ถือเป็นการทิ้งประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นไทย เพียงแต่อาจจะรอดูสถานการณ์การเมืองก่อนเท่านั้น
สำหรับกรณีธนาคารกลางอินเดีย
ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น
8% นั้น ยังไม่ถือเป็นแนวโน้มดอกเบี้ย
ขาขึ้น เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่
เป็นการดำเนินนโยบายแล้วแต่สถาน
การณ์ภายในของแต่ละประเทศเอง
ด้าน นายอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นตอนนี้ยังให้น้ำหนักเรื่องการเมืองมากกว่าปัจจัยจากต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนมากกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจากที่เคยอยู่ที่ 56 หมื่นล้านบาทต่อวัน ก็ลดลงมาอยู่ที่ 23 หมื่นล้านบาทต่อวันเท่านั้น
อย่างไรก็ดี คงเหลือ
เงินลงทุนของต่างชาติจะ
ขายหุ้นออกอีกไม่มากนัก
เพราะหากย้อนหลังไป 5
ปี ตั้งแต่ปี 2551 ที่เกิด
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
ต่างชาติซื้อสะสมหุ้นไทยไป 2.1
แสนล้านบาท แต่ปี 2556 มีการขาย
สุทธิออกไปแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท
“หากดูย้อนหลังมากกว่า 10 ปี เงิน
ต่างชาติอาจจะมีสะสมมากกว่านี้ แต่
ปัจจัยภายในประเทศตอนนี้มีคุณสมบัติ
ที่เงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาน้อยมาก
เมื่อเทียบกับภูมิภาคเดียวกันหรือ
ประเทศที่เศรษฐกิจกำลัง
ฟื้นตัวอย่างสหรัฐหรือ
ยุโรป อาทิ อัตราการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจก็
ปรับลดเหลือต่ำกว่า
3% กำไรสุทธิต่อหุ้นของ
บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก็
ลดลงต่อเนื่องจนเหลือ 10-12%
จากเดิม 16%” อาภาภรณ์ กล่าว
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ นักลงทุน
ระยะสั้นควรรอดูสถานการณ์ก่อน
เพราะหากเข้าไปผิดจังหวะจะปรับพอร์ต
ไม่ทัน ส่วนนักลงทุนที่ระยะกลางยาว
6 เดือน1 ปี ทยอยสะสมหุ้นปันผล
ได้แล้ว
รายย่อยแหยงตลาดหุ้น
สอดคล้องกับฟากของนักลงทุนรายย่อยก็มีปริมาณการซื้อขายหุ้นลดลงตามไปด้วย โดยนางเกศรา มัญชุศรี รองกรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปริมาณการซื้อขายหุ้นในช่วง 1 เดือนแรกของปี 2557 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท ลดลงประมาณ 43% จากปี 2556 ที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 5.8 หมื่นล้านบาท โดยพบว่าผู้ลงทุนรายย่อยได้ชะลอการลงทุน ขณะที่ผู้ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศยังคงซื้อขายในเม็ดเงินใกล้เคียงจากเดิม
ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยเหลือเพียง 45% ได้ลดลงจากปี 2556 เฉลี่ยระหว่าง 55-60% เพราะบรรยากาศการลงทุนไม่เอื้ออำนวย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การเมือง ทำให้นักลงทุนต่างรอและเฝ้าติดตามผลของสถานการณ์ก่อน
อย่างไรก็ตาม แผนงานในส่วนการตลาดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเป้าหมายเดิม เพิ่มจำนวนบัญชีปีนี้ 1.2 แสนบัญชี ในจำนวนนี้คาดหวังว่าเป็นผู้ลงทุนหน้าใหม่ 78 หมื่นคน และน่าจะทำให้จำนวนบัญชีหุ้นเพิ่มเป็น 1.1 ล้านบัญชีในปีนี้ เพิ่มจากสิ้นปี 2556 ที่มี 9.8 แสนบัญชี โดยมองว่าฐานผู้ลงทุนในต่างจังหวัดยังมีศักยภาพในการเติบโต และร่วมมือกับพันธมิตรทั้งธนาคารพาณิชย์ และปีนี้จะเพิ่มกลุ่มประกันเข้ามา
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพโต 7%
มาถึงข่าวดีๆ กันบ้าง เมื่อสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า ปี 2556 นายจ้างแห่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นจำนวน 1,305 ราย จาก 12,753 ราย เป็น 14,058 ราย และมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น 84,182 ราย จาก 2.61 ล้านราย เป็น 2.7 ล้านราย ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบเพิ่มขึ้น 5.19 หมื่นล้านบาท หรือ 7.45% จาก 6.96 แสนล้านบาทในสิ้นปี 2555 เป็น 7.48 แสนล้านบาท
ปัจจุบันเงินลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบยังคงอยู่ในพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง และตราสารหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน มูลค่า 2.28 แสนล้านบาท คิดเป็น 30.5% ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งเงินส่วนนี้ลดลง 1.47 หมื่นล้านบาท หรือ 6.06% จากปี 2555 มีมูลค่าเงินลงทุน 2.42 แสนล้านบาท โดยมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 34.88% ของเงินลงทุนทั้งหมด
หุ้นบวก 10 จุด รับตรุษจีน
ถือเป็นข่าวดีส่งท้ายสัปดาห์ เมื่อดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วมฉลองวันตรุษจีน ปราศจากแรงขายของต่างชาติ ปรับตัวเพิ่มขึ้นปิดที่ 1,274.28 จุด เพิ่มขึ้น 10.21 จุด มูลค่าซื้อขาย 21,567.49 ล้านบาท
นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ เคทีซีมิโก้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ผู้ขายสุทธิหรือต่างชาติ หยุดซื้อขายตามเทศกาลตรุษจีนของตลาดส่วนใหญ่ในเอเชีย
สำหรับดัชนีตลาดสัปดาห์หน้า 3 ก.พ. หลังการเลือกตั้ง ยังจับตาที่การเมืองเป็นหลักว่ามีความรุนแรงหรือไม่ ดัชนีมีแนวต้านในกรอบ 1,280-1,300 จุด และแนวรับ 1,250-1,230 จุด







