
คลังแก้เกมบีบธนาคารหาทางกู้จำนำข้าว
ต้องเรียกว่าหน้าแตกไปตามๆ กัน เมื่อกระทรวงการคลังเดินหน้าทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาเงิน
ต้องเรียกว่าหน้าแตกไปตามๆ กัน เมื่อกระทรวงการคลังเดินหน้าทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาเงินก้อนโตมาจ่ายคืนให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว ด้วยการเปิดประมูลเงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันก้อนแรก 2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท
แต่หลังจากที่กระทรวงการคลังเปิดให้ธนาคารมายื่นซองประมูลตั้งแต่เวลา 10.00 น. ของวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าไม่สามารถประกาศผลการประมูลเงินกู้ก้อนดังกล่าวได้ ทั้งๆ ที่มีการเชิญสถาบันการเงิน 34 แห่งเข้าประมูล
เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ยื่นซองเข้าประมูล เพราะกังวลเรื่องภาพลักษณ์และธรรมาภิบาล เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวมีผลขาดทุนจำนวนมาก และมีการทุจริตทั้งนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงไม่ต้องการส่งเสริมให้มีการทุจริตจนโดนประณาม
ทำให้ล่าสุดกระทรวงการคลังต้องแก้เกม โดยในวันที่ 3 ก.พ.นี้ จะเชิญผู้บริหารสถาบันการเงินทั้ง 33 แห่ง เข้าพบเพื่อชี้แจงรายละเอียด เงื่อนไข และข้อกฎหมาย การประมูลเงินกู้โครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อให้ ธ.ก.ส.ชำระหนี้ให้กับชาวนา
ด้าน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้เข้าร่วมประมูลปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ การตัดสินใจต้องรอบคอบ เพราะเรื่องนี้ยังมีความไม่ชัดเจนหลายเรื่อง เช่น เรื่องของกฎหมายที่ยังไม่รู้ชัดว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
“เรื่องนี้ไม่ต้องถึงมือพวกผม ถ้ารัฐบาล
ทำให้ชัดเจน แบงก์รัฐที่เป็นคนสนอง
นโยบายก็เข้าร่วมแน่นอน” นายโฆสิต กล่าว
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ก็ยืนยันว่า ธนาคารไม่ได้ปล่อยกู้หรือเข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับ ธ.ก.ส. เนื่องจากยังมีประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน และการประมูลครั้งต่อไปก็ไม่รู้จะเข้าร่วมได้หรือไม่ เพราะธนาคารยังไม่ได้ประชุมกรรมการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากรอผู้บริหารจากต่างประเทศมาร่วมประชุม
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปล่อยกู้โครงการจำนำข้าวอยู่ในดุลพินิจแต่ละธนาคาร ต้องประเมินและบริหารความเสี่ยงเองได้ โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมายมาตรา 181 (3)
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สั่งเดินหน้ากู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้กับชาวนาทันที หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหนังสือตอบมาว่าดำเนินการได้ เพราะเป็นโครงการต่อเนื่องและได้มีการหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แล้ว ซึ่ง สบน.ระบุว่า สามารถค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า การที่ กิตติรัตน์ ยังให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าจะกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท แต่ยังไม่สามารถบอกชื่อสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ได้ แสดงให้เห็นว่าการกู้เงินยังมีปัญหาอีกมาก ซึ่งหากกิตติรัตน์ดูแลเรื่องการรับจำนำข้าวอย่าง
ใกล้ชิดแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนมีการยุบสภา ก็จะไม่ทำให้ชาวนาเดือดร้อนอย่างที่เป็นอยู่ แต่เมื่อมีการยุบสภาไปแล้วช่องทางที่จะหาเงินปลอดภัยจริงๆ ก็มีแต่ต้องเร่งระดมขายข้าว ส่วนการกู้มีปัญหาเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย การกู้เงินดังกล่าวน่าจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3) เพราะเป็นการอนุมัติเรื่องหรือโครงการที่มีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่ และยังผิดมาตรา 181 (4) ห้ามมิให้รัฐบาลรักษาการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใด ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และผู้ที่เสี่ยงทำผิดกฎหมายมากที่สุดคือ รมว.คลัง และผู้อำนวยการ สบน.
สศค.เผยตัวเลขเศรษฐกิจหดตัว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ธ.ค. 2556 และเศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2556 ว่า เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจสำคัญของไทยในเดือน ธ.ค.หลายตัวบ่งชี้ออกมาว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณหดตัว ทั้งในด้านการใช้จ่ายภายในประเทศและการผลิตของอุตสาหกรรม สาเหตุหลักมาจากได้รับปัจจัยลบจากสถานการณ์ทางการเมืองจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ภาคการท่องเที่ยวก็ปรับตัวลดลง ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้านั้นเริ่มมีทิศทางปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก
ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวได้แค่ 2.8% ส่วนเศรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1% จากที่ได้คาดการณ์ไว้เดิมว่าจะขยายตัวได้ 4% บนพื้นฐานต้องมีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณหดตัว โดยเฉพาะจากการบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือน ธ.ค. 2556 ก็หดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 โดยติดลบถึง 28.3% ทำให้ไตรมาส 4 ของปี 2556 การบริโภคสินค้าคงทนหดตัวติดลบ 39.7% ขณะที่ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัวทั้งในส่วนภูมิภาคและในเขต กทม. โดยภาพรวมในเดือน ธ.ค. 2556 ติดลบ 17.2% และปริมาณการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในไตรมาส 4 ของปี 2556 ก็หดตัวติดลบถึง 14.9%
ด้านยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ แม้ว่าขยายตัวได้ 3.1% แต่ส่วนหนึ่งมาจากฐานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ต่ำในเดือน ธ.ค. 2556 ขณะที่ในภาพรวมไตรมาส 4 ปี 2556 ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ก็ยังคงหดตัวติดลบไป 1% สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดภาวะชะลอตัว
เพิ่มทีม KExpert เพียบ
มาถึงแวดวงธนาคารพาณิชย์กันบ้าง เมื่อในปีนี้ธนาคาร กสิกรไทยมีแผนจะเพิ่มทีมงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและวางแผนทางการเงินแก่ลูกค้า หรือ KExpert โดยที่ลูกค้าไม่เสียค่าใช้จ่ายไปประจำยังสาขาทั่วประเทศอีกราว 1,500 คน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 2,500 คน ทำให้ธนาคารจะมีทีมเจ้าหน้าที่ KExpert ทั้งสิ้น 4,000 คน เพื่อรองรับลูกค้าที่มีอยู่ร่วม 1 หมื่นรายต่อเดือน ที่มีการใช้บริการผ่านสาขา และอีก 500 ราย ใช้บริการผ่านทางอีเมล
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเพิ่มช่องทางให้คำปรึกษากับลูกค้าเพิ่มเติมจากปัจจุบันอีก 3 ช่องทาง คือ การให้คำปรึกษาการเงินผ่านทวิตเตอร์ บริการผ่านคอลเซ็นเตอร์ และบริการผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างทดลอง
นายปกรณ์ กล่าวว่า ลูกค้าใน กทม.ส่วน
ใหญ่จะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องการคำ
ปรึกษาด้านการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทน
ชนะเงินเฟ้อ การลดหย่อนภาษี การมีบ้าน
มีรถ ส่วนลูกค้าในต่างจังหวัดจะเป็นผู้
ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการเริ่มต้น
ธุรกิจและขยายกิจการ โดยปัจจุบันจะให้คำ
ปรึกษาแก่ลูกค้าในพื้นที่ กทม. 60% ต่าง
จังหวัด 40% แต่ต่อไปจะเพิ่มสัดส่วนสู่
ภูมิภาคมากขึ้นเป็น 50:50
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ให้คำ
ปรึกษาสามารถทำยอดขายผลิตภัณฑ์ได้สูง
ขึ้นจากปกติ 20% ทั้งประกันออมทรัพย์
และกองทุนรวม จนทำให้กลุ่มลูกค้าทั่วไปมี
สัดส่วนการถือครองผลิตภัณฑ์ 23 ชิ้นต่อ
ราย ขณะที่ลูกค้าระดับบนมีสัดส่วนการถือ
ครองผลิตภัณฑ์ 56 ชิ้น
ต่างชาติชี้ไทยยังแกร่ง
แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจนอกประเทศและการเมืองภายในประเทศ แต่ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารเครดิตสวิส ยังชี้เปิดเผยรายงานเรื่อง
ความเสี่ยงทางการเงินในภูมิภาค
เอเชีย ว่า ประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีความแข็งแกร่งที่สุดหลายด้าน ในการต้านทานปัญหาทางการเงินหลายระลอก ซึ่งกำลังถาโถมเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในขณะนี้
ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างมีประสบการณ์เผชิญวิกฤตการณ์ทุนไหลออกขนาดย่อมตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีการเตรียมพร้อมในหลายด้าน เช่น ตัวเลขขาดดุลการค้าที่ลดลงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ค่าเงินและพันธบัตรรัฐบาลก็มีราคาถูกลงจนสามารถดึงดูดนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม เครดิตสวิสได้เตือนว่า ประเทศเหล่านี้ยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวลอยู่ด้วย เช่น สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยและฟิลิปปินส์ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
ด้าน นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอ่อนค่าลงเพียง 0.1% โดยเคลื่อนไหวอยู่ระดับ 32.80-32.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ทางการไม่ต้องเข้าไปดูแล สามารถปล่อยให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาด







