
ญี่ปุ่นจ่อหนีการเมืองไทย
สถานการณ์การเมืองไทยยังร้อนระอุ โดยเฉพาะการเลือกตั้งวันนี้ (2 ก.พ.) ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน
สถานการณ์การเมืองไทยยังร้อนระอุ โดยเฉพาะการเลือกตั้งวันนี้ (2 ก.พ.) ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มจะหนีไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน
ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวโน้มนักลงทุนญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่จากไทยไปอินโดนีเซีย ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าได้ย้ายไปแล้ว 1 รุ่น เพราะไม่มั่นใจสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนญี่ปุ่นอีกหลายรายที่กำลังจับตามองสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาว่าจะย้ายฐานการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วงมากสุดในขณะนี้คือ ยานยนต์ เพราะตามปกติรถยนต์รุ่นใหม่จะต้องมาผลิตที่ประเทศไทย แต่ขณะนี้ได้เริ่มย้ายไปผลิตประเทศอื่นแทน
ท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์เลี่ยงไทย
นายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติไทย (ทิก้า) เปิดเผยว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือยกเลิก ก็ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มการจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) ให้เดินทางมาใช้สถานที่ประเทศไทยในปีนี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวพิจารณาเรื่องการชุมนุม (ม็อบ) ยุติ มากกว่ามาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้
ทั้งนี้ ตลาดไมซ์มีแนวโน้มซบเซายาวนานมากกว่าตลาดท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ แม้ว่าในอนาคตจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ตาม วัดได้จากยอดการจองล่วงหน้าช่วงไตรมาส 4 เท่ากับศูนย์ จากปกติช่วงนี้ของทุกปีจะเริ่มเห็นการจองล่วงหน้าแล้วอย่างน้อย 50% หากม็อบไม่ยกเลิกการชุมนุม ยืดเยื้อไปถึงเดือน เม.ย. จะทำให้ตลาดไมซ์ปีนี้หมดหวัง และทำให้ประเทศพลาดเป้ารายได้ตลาดไมซ์ที่วางไว้ที่ 1 แสนล้านบาท เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด
ลูกค้าลดคำสั่งซื้อเอสเอ็มอี
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้สำรวจผลกระทบจากปัญหาการเมืองต่อการทำธุรกิจกับเออีซี 13 ประเภทธุรกิจ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง พบว่า ผู้ประกอบการ 29.91% โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในกลุ่มอาหารและสิ่งทอได้รับผลกระทบ เนื่องจากลูกค้าลดคำสั่งซื้อ หันไปซื้อจากประเทศคู่แข่งแทน เพราะไม่มั่นใจเรื่องการส่งสินค้าตามกำหนด และยังมีปัญหาขั้นตอนดำเนินการเอกสารกับราชการ
แต่หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 จะกระทบต่อเอสเอ็มอีมากกว่า 30% โดยผลกระทบที่ต้องมีความระมัดระวังคือ 1.ผู้ประกอบการส่งออกจะมีปัญหาการส่งสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อหรือไม่ 2.นโยบายของประเทศที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการจะล่าช้าออกไป ไม่มีความต่อเนื่อง 3.ปี 2557 พม่าจะเป็นเจ้าภาพอาเซียน ถ้ามีข้อตกลงอะไรของอาเซียนที่ต้องลงนาม ไทยจะเสียโอกาส เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ นอกจากนี้เอสเอ็มอียังไม่เข้าใจเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งประเมินว่าอยู่ที่ 1.4 ล้านราย
ทีวีดิจิตอลจ่ายค่าประมูล 50%
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 15 ก.พ.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายของการจ่ายเงินประมูลทีวีดิจิตอล หลังจาก กสทช.ทำหนังสือแจ้งผู้ชนะประมูลไปตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา หากผู้ชนะประมูลไม่จ่ายเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิการได้รับใบอนุญาตประกอบการกิจการทีวีดิจิตอลทันที
ทั้งนี้ วงเงินก้อนแรกที่ผู้ชนะประมูลจะต้องจ่ายคิดเป็นวงเงินรวม 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 50% ของราคาประมูลขั้นต่ำ โดยตามขั้นตอนต้องจ่ายภายใน 30 วัน หลังได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ สำหรับเงินก้อนดังกล่าวจะเข้าสู่กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) โดยวงเงินสูงกว่าคาดการณ์ไว้ จึงต้องหารือร่วมกันอีกครั้งว่าควรปรับขึ้นมูลค่าคูปองไปซื้อกล่องรับสัญญาณเซต ท็อป บ็อกซ์ และนำไปเป็นส่วนลดซื้อโทรทัศน์ดิจิตอลหรือไม่
ข้าวในประเทศแพงกว่าส่งออก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์คนไทยกินข้าวสารแพงกว่าข้าวส่งออก เห็นได้จากข้าวสาร 5% มีราคาขายส่งที่ตลาดกรุงเทพฯ อยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 18-18.5 บาท แต่ราคาส่งออก ณ ท่าเรือ หรือเอฟโอบี ราคาเพียง กก.ละ 13-14 บาท
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าราคาข้าวสารขายส่งเป็นอย่างไร รู้แต่ราคาข้าวถุงหรือที่ชั่งขายว่าไม่ได้แพงกว่าที่เคยซื้อ ทั้งที่ข้าวสารที่คนไทยกินแพงกว่าข้าวส่งออก อย่างไรก็ตามข้าวที่ส่งออกเมื่อไปถึงประเทศปลายทางราคาจะสูงขึ้น เพราะมีค่าภาษี ค่าขนส่ง ค่าประกัน พร้อมกันนี้ได้เสนอให้รัฐบาลนำข้าวสารในสต๊อกที่มีอยู่จำนวนมากมาทำข้าวถุงราคาถูกขายให้ประชาชน โดยต้องป้องกันไม่ให้มีการทุจริต







