
ก้าวแรกสู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (ตอนจบ)
สำหรับหัวข้อเรื่อง 3 ขั้นตอน...สู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เราได้นำเสนอไปแล้วด้วยกัน 2 ขั้นตอน
สำหรับหัวข้อเรื่อง 3 ขั้นตอน...สู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เราได้นำเสนอไปแล้วด้วยกัน 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การเปิดบัญชีเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ และขั้นตอนที่ 2 การส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ วันนี้จะพูดในส่วนของขั้นตอนสุดท้าย ดังนี้
ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนหลังการซื้อขาย เมื่อคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนที่ส่งผ่านบริษัทสมาชิกเข้าไปยังระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ได้รับการจับคู่อัตโนมัติ เกิดเป็นรายการซื้อขายตามหลักการจัดลำดับคู่อัตโนมัติ เกิดเป็นรายการซื้อขายตามหลักการจัดลำดับของราคาและเวลาที่ดีที่สุด (Price then Time Priority) แล้วระบบซื้อขายจะยืนยันรายการซื้อขายดังกล่าวกลับไปยังระบบของบริษัทสมาชิกเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทสมาชิกจะรายงานผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นให้ลูกค้าทราบ เพื่อดำเนินการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายดังกล่าวต่อไป
กล่าวคือ ผู้ลงทุนที่สั่งซื้อหลักทรัพย์ประเภทหุ้นจะต้องชำระเงินค่าซื้อหลักทรัพย์และรับมอบหลักทรัพย์ที่ซื้อ ในขณะที่ผู้ลงทุนที่สั่งขายหลักทรัพย์จะได้รับเงินค่าขายหลักทรัพย์และต้องส่งมอบหลักทรัพย์ที่ขายให้กับบริษัทสมาชิกภายในวันทำการถัดไป (T+1) สำหรับบริษัทสมาชิกจะชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์กับสำนักหักบัญชี (บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่ทำการซื้อขาย (T+3) สำหรับตราสารทุน และภายในวันทำการที่ 2 (T+2) สำหรับตราสารหนี้
ข้อควรรู้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน คือ การวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน การลงทุนอย่างมีหลักการและเหตุผลเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ โดยผู้ลงทุนควรค้นคว้า ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจหรือหลักทรัพย์ที่สนใจลงทุน เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจดังนี้
1.การวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วไป เป็นการวิเคราะห์ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการวิเคราะห์วัฏจักรธุรกิจ และนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาล เช่น นโยบายด้านการเงิน การคลัง นโยบายการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
2.การวิเคราะห์อุตสาหกรรม เป็นการวิเคราะห์วงจร สภาพแข่งขัน ตลอดจนอนาคตของอุตสาหกรรมว่าจะมีแนวโน้มอัตราการเติบโตอย่างไร ซึ่งขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น นโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรค การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบภาษีของรัฐบาล โครงสร้างของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท เป็นต้น
3.การวิเคราะห์บริษัท เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการวิเคราะห์ที่เน้นการวิเคราะห์ประเภทของบริษัทและประเภทหลักทรัพย์ โดยวิเคราะห์ทั้งเชิงคุณภาพ ซึ่งได้แก่ การวิเคราะห์กลยุทธ์การบริหารงานของบริษัท นโยบายผลิตภัณฑ์ ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัท โครงการขยายโรงงานของบริษัท เป็นต้น และวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ การวิเคราะห์จากงบแสดงฐานะการเงินของบริษัทธุรกิจในเครือ (ถ้ามี) ทั้งในปัจจุบันและอดีตเพื่อนำมาประมาณการกำไรต่อหุ้น และราคาหุ้นในอนาคตได้ เป็นต้น







