
อย่าลืมเอสเอ็มอี
ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาเปิดเผยผลการศึกษา “ความพร้อมและความเข้าใจของภาคการผลิตและภาคบริการไทยต่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2556” ชี้ให้เห็นแนวโน้มโอกาสทางธุรกิจหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาเปิดเผยผลการศึกษา “ความพร้อมและความเข้าใจของภาคการผลิตและภาคบริการไทยต่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2556” ชี้ให้เห็นแนวโน้มโอกาสทางธุรกิจหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
ทั้งนี้ การศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การค้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.20% หรือประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท ส่วนรายใหญ่การค้าเพิ่มขึ้น 16.24% หรือประมาณ 2.03 แสนล้านบาท
แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปกลับพบว่ามีเอสเอ็มอีถึง 81.99% หรือประมาณ 1.4 ล้านราย ที่ยังไม่เข้าใจผลประโยชน์จากการเปิดเออีซี ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่เข้าใจ 61.48% ถือเป็นสัดส่วนที่สูง
ผลสำรวจนี้สะท้อนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดการประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเออีซี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจผลประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งสิทธิด้านภาษีและการค้าขายระหว่างประเทศในอาเซียน ทั้งๆ ที่มีโอกาสรออยู่ตรงหน้า
ระหว่างที่เรายังมึนๆ งงๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน ผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 29.91% โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและสิ่งทอได้รับผลกระทบ เนื่องจากลูกค้าลดคำสั่งซื้อหันไปซื้อกับประเทศคู่แข่งแทน เพราะไม่มั่นใจว่าจะส่งสินค้าได้ทันตามกำหนด
ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์อีกว่า หากเลยไปถึงไตรมาส 2 อาจทำให้มีผลต่อการลงนามกับประเทศในอาเซียน จะทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย เทียบกับประเทศในอาเซียนนั้นลดลงจากระดับ 3 มาอยู่ที่อันดับที่ 5 ได้ ซึ่งจะทำให้ลำดับประเทศทีมีศักยภาพการแข่งขัน เป็นดังนี้ 1.สิงคโปร์ 2. มาเลเซีย 3.เวียดนาม 4.อินโดนีเซีย และ 5.ไทย
ในความเป็นจริงการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจ ภาครัฐดำเนินการโปรโมทมาอย่างน้อย 3 ปีแล้ว สำหรับผู้ที่มีความพร้อม ไม่เพียงแต่เข้าใจและเสาะแสวงหาสิทธิประโยชน์จากเออีซีเท่านั้น แต่ได้ขยายธุรกิจไปรองรับกับโอกาสดังกล่าวแล้วอย่างน้อยตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา มีทั้งรายที่ประสบความสำเร็จและยังไม่ถึงเป้าหมาย
เมื่อโอกาสรออยู่ตรงหน้าแล้วไม่รีบไปไขว่คว้า ด้วยการผสานกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่พอใกล้ถึงเวลา ก็กลับลุกลี้ลุกลน โทษนู้น โทษนี้ แทนที่จะได้กลับเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
นอกจากเมื่อสอบถามถึงความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซีขอวธุรกิจไทยพบว่าในปี2556 ในกลุ่มเอสเอ็มอีไม่เข้าใจ81.99% ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เข้าใจ 61.48%ซึ่งยังเป็นสัดส่วนที่สูง ซึ่งประเมินเบื้องต้นคาดจะมีเอสเอ็มอีที่ไม่เข้าใจเรื่องเออีซีประมาณ 1.4 ล้านราย แต่ก็ถือว่ามีความไม่เข้าใจที่ลดลงเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยประเด็นที่ไม่เข้าใจคือไม่ทราบว่าการเปิดเออีซีจะส่งผลกระทบอย่างไร มีโอกาสและอุปสรรคอย่างไรต่อธุรกิจ รวมทั้วธุรกิจจะปรับตัวอย่างไร ซึ่งกลุ่มภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตทึ่ยังไม่เข้าใจเรื่องเออีซีมากที่สุด
สำหรับสาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่เข้าใจเรืองเออีซี อันดับแรกคือ การประชาสัมพันธ์ ไม่ชัดเจนว่าภาคธุรกิแต่ละประเภทต้องปรับตัวอย่างไร รองลงมาคือการประชาสัมพันธ์ยังน้อยไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะกับธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงผู้ประกอบการไม่สนใจติดตามข้อมูลเออีซีเพราะไม่มีเวลาศึกษาและไม่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารเออีซี
ด้านแนวทางช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆเข้าใจเออีซีได้มากขึ้นคือ การจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับเออีซีที่ชัดเจนในธุรกิจแต่ละประเภทโดยเน้นเชิงปฏิบัติการมากขึ้น เช่นการศึกษาดูงาน ตลอดจนการเพิ่มการประชาสีมพันธ์และช่องทางให้มากขึ้นโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งประเด็นข้อมูลเออีซีที่ผู้ประกอบการไม่เข้าใจคือ การปรับลดอัตราภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากรและการขจีดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
นายอัทธ์ กล่าวว่าเมื่อสำรวจความพร้อมในการแข่งขันของธุรกิจไทยต่อการแข่งขันในเออีซีพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีไม่พร้อม45.89% และพร้อม54.11% ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่พร้อมมากถึง97.28% ซึ่งกลุ่มภาคการผลิตที่ยังไม่พร้อมคือภาคเกษตรโดยสาเหตุที่ธุรกิจยังไม่พร้อมแข่งขันเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซีเข่นกฏระเบียบของประเทศในเออีซี การปรับตัวเข้าสู่เออีซี ขาดเงินทุนสำหรับการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและขาดความเชี่ยวชาญด้านภาษา
ทั้งนี้ยังมีการสำรวจแนวโน้มการค้าของไทยในอาเซียนหลังปี2558ในกลุ่มธุรกิจที่ปัจจุบันมีการค้ากับประเทศในกลุ่อาเซียนอยู่แล้วพบว่า ในกบุ่มเอสเอ็มอีการค้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.20% หรือ ประมาณ 5.1หมื่นล้านบาท ส่วนรายใหญ่การค้าเพิ่มขึ้น16.24% หรือประมาณ 2.03 แสนล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจที่ปัจจุบันไม่ได้มีการค้ากับประเทศอาเซียนคาดว่าหลังเออีซีธรุกิจขนาดใหญ่จะมีการค้า56.10% และเอสเอ็มอี39.85% โดยประเทศที่จะเข้าไปขยายธุรกิจอันดับแรกคือ พม่า ลาว และมาเลเซี
ด้านแนวโน้มการขยายฐานการผลิตไปประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีไม่ไป 86.92% รายใหญ่ไม่ไป 65.22%ซึ่งสาเหตุที่ไม่ไป เนื่องจากไม่เข้าใจถึงโอกาสและอุปสรรครวมถึงกฏระเบียบต่างๆในการลงทุน รวมถึวไม่ขยายฐานการผลิตเพราะการผลิตในประเทศมีความพร้อมมากกว่า
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและเอกชนจะวางยุทธศาสตร์เพื่อก้าวสู่เออีซีอย่างจริงจัง และลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยอย่าหลงลืมผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเอสเอ็มอี เพราะถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแรงในอนาคต







