
สมาพันธ์ช่างผมไทยฯชี้ทิศธุรกิจโตรับอาเซียน
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ร้านเสริมสวย หรือร้านทำผม กิจการเล็กๆ ที่เริ่ม
ต้นด้วยเงินทุนหลักครึ่งแสน ก็สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ แถมยังสร้างรายได้อย่างงาม ทำให้ธุรกิจร้านเสริมสวยทำผม เป็นอีกหนึ่งอาชีพธุรกิจที่ยังมีคนสนใจเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง
ศิริฉัตร ฉัตรแก้ว ประธานสมาพันธ์ช่างผมไทยและผู้อำนวยการสถาบันโทนี่แอนด์กาย (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจร้านทำผม หรือบิวตี้ ซาลอนในไทย ยังมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเป็นช่างผมมืออาชีพ หากมีฝีมือหรือทักษะดีแล้วก็ย่อมเป็นที่ต้องการตัวในร้านช่างผมแบรนด์ดังสูง หรือสามารถเปิดร้านทำผมของตัวเองได้สบายๆ โดยเฉพาะเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 นี้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของวงการอุตสาหกรรมช่างผมหรือร้านทำผมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ ขาดแคลนช่างทำผมที่มีทักษะ หรือมืออาชีพที่ได้ระดับมาตรฐานงานบริการจริงๆ จากปัจจุบันมีธุรกิจเปิดให้บริการร้านทำผม ที่ลงทะเบียนการค้าไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นราย และมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ลงทะเบียนอยู่ในระบบกว่า 2 แสนราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ
“ธุรกิจร้านทำผมเริ่มต้นลงทุนไม่มากและเปิดร้านได้ง่าย ตามที่เห็นอยู่ทั่วไปในตรอกซอกซอยต่างๆ รวมถึงที่เริ่มขยายตัวเข้าไปยังโครงการที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ อย่างคอนโดมิเนียม เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจร้านทำผม หรือช่างผมไทย” ศิริฉัตร กล่าว
ทั้งนี้ จากโอกาสทางตลาดของธุรกิจหรืออาชีพช่างผมที่เติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมเข้าสู่เออีซีในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ช่างผมไทยควรเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยเฉพาะเกณฑ์หรือการให้บริการตามมาตรฐานที่วางไว้ ซึ่งจากแนวโน้มปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สมาพันธ์ฯ ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปลายปีก่อน รวบรวมสมาคมต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 45 สมาคมเข้าไว้ด้วยกัน
พร้อมวางวัตถุประสงค์หลัก คือ พัฒนาสายอาชีพหรือธุรกิจผู้ประกอบการร้านทำผมไทย ให้มีมาตรฐานระดับมืออาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 นี้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจร้านทำผมไทย ทั้งเพื่อตั้งรับและรุกการทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนพร้อมกันด้วย
นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับอีซีเอ็มไอ ไอทีอี (มาเลเซีย) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) จัดงาน “คอสโมบิวตี้ ไทยแลนด์ 2014” ครั้งแรกในประเทศไทย งานแสดงสินค้าในวงการอุตสาหกรรมความงามสำหรับธุรกิจเพื่อธุรกิจ (บีทูบี) ระหว่างวันที่ 2426 ก.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สำหรับงานดังกล่าว ได้ทยอยจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 9 ปี ในแถบประเทศอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ฯลฯ และได้รับการตอบรับที่ดีจากแบรนด์ สินค้าชั้นนำต่างๆ ในการเข้าร่วมจัดแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์จากผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ฯลฯ มากมาย โดยบริษัท อีซีเอ็มไอ ไอทีอี (ประเทศมาเลเซีย) ในเครือไอทีอี กรุ๊ป พีแอลซี ประเทศอังกฤษ ได้เลือกขอความร่วมมือจากสมาพันธ์ช่างผมประเทศไทยให้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานดังกล่าว
“ในงานดังกล่าวยังจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้สายวิชาชีพ หรือเจ้าของธุรกิจร้านเสริมสวย ความงาม ร้านทำผม ได้มาพบปะกัน แลกเปลี่ยนความรู้ครบวงจรทางด้านความงามกระแสนิยมและเทรนด์ต่างๆ” โดยผู้เข้าร่วมงานยังได้มีโอกาสในการเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ โดยการเข้าร่วมทำกิจกรรมเวิร์คช็อป และโปรแกรมการจัดคู่ทางกลุ่มธุรกิจอีกด้วย” น.ส.ศิริฉัตร กล่าว
พร้อมปิดท้ายว่า แนวโน้มธุรกิจร้านทำผมไทยในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีบุคคลในหลากหลายสายวิชาชีพหันมาลงคอร์สเรียนเป็นช่างผมระดับมืออาชีพมากขึ้น ที่สนใจต้องการเป็นสไตลิสต์ ในร้านผมแบรนด์ดัง หรือเปิดร้านเป็นของตัวเอง เพราะหากมีทำเลร้านดีๆ ก็เชื่อว่าจะมีรายได้ขั้นต่ำถึง 3,000 บาทต่อวัน หรือเกือบแสนบาทต่อเดือนทีเดียว







