
ครัวกองพัน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก ผมตั้งใจไว้ว่าจะเขียนต้นฉบับล่วงหน้าก่อนเดินทางไปพม่า ...แต่ไม่ทันครับลืมนู่นลืมนี่จนต้องมาพิมพ์อยู่ในรถบัสที่ย่างกุ้งนี่ละครับ พฤหัสหน้าจะเล่าให้ฟังนะครับ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก ผมตั้งใจไว้ว่าจะเขียนต้นฉบับล่วงหน้าก่อนเดินทางไปพม่า ...แต่ไม่ทันครับลืมนู่นลืมนี่จนต้องมาพิมพ์อยู่ในรถบัสที่ย่างกุ้งนี่ละครับ พฤหัสหน้าจะเล่าให้ฟังนะครับ
พฤหัสบดีที่แล้วผมมีภารกิจที่ จ.สระบุรี เนื่องจาก พ.ท.ธนพล วงษ์สวัสดิ์ ผู้บังคับกองพัน กองพันทหารม้าที่ 11 รักษาพระองค์ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถม 3 ได้ให้เกียรติผมไปเป็นวิทยากรพิเศษและให้คำแนะนำในการทำครัวเพิ่มเติมกับทางกองพันฯ ผมก็ตอบรับด้วยความยินดีที่จะได้ใช้ประสบการณ์ในการปรุงอาหารที่มีอยู่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมอีกทางหนึ่ง
ผู้พันฯ จัดรถตู้พร้อมพลขับมารับแต่เช้า นั่งหลับไปครึ่งตื่นก็ถึงกองพันฯ ทันเคารพธงชาติเช้าพอดีเป๊ะ กินกาแฟเช้ารองท้องเสร็จ ก็เดินไปที่โรงครัวกันเลยครับ...ไม่ต้องอารัมภบทกันมากมาย ผู้หมวด ฝอ.4 (ขออภัยที่ลืมชื่อท่าน) ก็เข้ามาแนะนำรายละเอียดและรายการอาหารที่จะปรุงสำหรับมื้อกลางวัน เราจะมีแกงเผ็ดหมูใส่ฟักเขียวหนึ่งอย่าง แนมด้วยปลาแห้งทอด
ส่วนนายทหารมีอาหารพิเศษคือ ปลาซาบะทอดราดพริกเพิ่มอีกอย่างครับ อย่าคิดว่าแพงหรูหราอะไรนะครับ งบประมาณสำหรับการซื้อวัตถุดิบต่อคนต่อมื้อมีไม่มากมายอะไร แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมไปที่ครัวของกองพันในวันนั้นนายสิบผู้ควบคุมและพลทหารผู้ปรุงอาหารต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของอาหารอร่อย อย่างไรละครับ
หน้าที่ของเชฟอย่างผมก็คือดูวิธีการปรุงอาหารที่สามารถดึงกลิ่นและรสชาติออกมาจากวัตถุดิบ ซึ่งทำให้อาหารมีรสชาติดีที่สุดและอีกอย่างที่สำคัญก็คือสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ผู้ปรุงอาหารเป็นอีกหนึ่งอย่าง
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทหารมีหน้าที่และกฎระเบียบที่เคร่งครัดจะมาเบื่อหน่ายได้ยังไง เขาไม่ได้เบื่อหรอกครับแต่การที่เราทำงานอะไรที่เป็นกิจวัตรซ้ำๆ กัน ก็อาจทำให้เห็นเป็นเรื่องปกติขาดความสนุกในการทำงานและลืมเติมความสุขลงไปในเนื้องานอีกด้วย โดยเฉพาะหน้าที่นี้คือการปรุงอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อเพื่อนร่วมงานที่กินนอนใช้ชีวิตร่วมกันนั้นยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ผมก็ไม่ได้ใช้วิธีการอะไรที่พิสดารพันลึก เพียงแต่บอกว่าไม่ว่าเราจะปรุงอาหารชนิดใดก็อย่าลืมขั้นตอนและลักษณะเด่นของอาหารนั้นๆ
ตัวอย่างจากรายการอาหารจริงๆ เลยนะครับ ผมแนะนำให้พลฯ ผู้ปรุงใส่ความรู้สึกอยากกินอาหารลงไปด้วยตอนเริ่มปรุง เนื่องจากการปรุงอาหารปริมาณมากกว่าความร้อนจะทั่วถึงจะใช้เวลามากกว่าปกติ เราจะปรุงกันสำหรับ 100 คน กินนะครับ อุ่นกระทะใบบัวให้ร้อนจัด แล้วเทหัวกะทิที่แยกจากในกล่องแล้วลงไปจนเกือบหมด(กะทิกล่องสำเร็จรูป 4 ลิตร จะได้หัวกะทิประมาณ 1 ลิตร โดยเราจะตั้งกล่องกะทิไว้สักครู่ ห้ามเขย่านะครับ ถ้าอยากเร็วกว่านั้นให้แช่ช่องแช่แข็งเลย ตัดกล่องด้านบนออกแล้วตักหัวกะทิออกเบาๆจนส่วนข้นหมด แล้วแยกหัวกับหางไว้) หัวกะทิจะเดือดส่งกลิ่นหอมมากจึงค่อยใส่น้ำพริกแกงลงไปผัดให้หอมอีก 3 กก. เติมเนื้อหมูหั่น 5 กก. เกลือป่น ฝ ถ้วยตวง ผัดจนเนื้อหมูเข้าที่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา,น้ำตาลและผงปรุงรส เติมน้ำสะอาดให้เต็มกระทะ พอเดือดจึงเติมฟักเขียวหั่นแล้ว 10 กก. ต้มต่อสักครู่จนฟักนิ่มและน้ำแกงเข้าเนื้อ อย่าคนมากเพราะจะเละ เติมพริกชี้ฟ้าแดงหั่นแล้วปิดไฟ ถ่ายใส่หม้อแยก โรยใบโหระพาเด็ดสักสามกำมือ ราดหัวะทิด้านหน้าเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟกับปลาแห้งทอดและข้าวเสาไห้ อร่อยใช้ได้เลยครับ!!!
ปกติแล้วพลฯผู้ปรุงจะอุ่นกะทะให้ร้อนแต่ไม่จัดแล้วเทกะทิลงไปทั้งหมด จึงใช้เวลานานมากกว่ากะทิจะแตกมัน และต้องคนตลอดเวลา พอเริ่มเมื่อยก็เติมพริกแกงลงผัด แต่เนื่องจากน้ำเยอะจึงไม่ส่งกลิ่นหอมเต็มที่ก็เติมหมูลงไปต่อ แล้วก็เติมฟักปรุงรสไปจนเสร็จ ซึ่งใช้เวลานานกว่า เปลืองแก๊สกว่าอร่อยน้อยกว่าวิธีใหม่
ก่อนกลับผมก็ยังได้แนะนำการต้มจับฉ่าย แกงส้มปลาใส่ผักรวม ไข่พะโล้ แกงจืด หมูทอดกระเทียม ฯลฯ และอีกหลายรายการโดยเน้นวิธีปรุงให้กลิ่นหอมน่ากินเพิ่มขึ้น และบอกทางครัวกองพันฯ ว่าจะหาหนังสือทำอาหารมาให้อ่านเล่นๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานอีกด้วย คาดว่าผมคงได้กลับไปคิดและแนะนำรายการอาหารใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก
ต้องขอขอบคุณ พ.ท.ธนพล วงษ์สวัสดิ์ ผู้บังคับกองพัน กองพันทหารม้าที่ 11 รักษาพระองค์ไว้ ณ ที่นี่อีกครั้งนะครับ ที่ให้ผมได้ใช้ความสามารถในวิชาชีพไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
สุดท้ายนี้ หากมีผู้ประกอบการอาหารหรือวัตถุดิบรายใดอยากให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์กับทางกองพันฯ ก็ติดต่อที่ผมได้เลยนะครับ สวัสดีครับ







