มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คือมิตรภาพ
มีโฆษณาของธนาคารกสิกรไทยที่ออกมาชุดหนึ่งที่บอกว่า “มากกว่าอยู่ที่เราเลือก ทางเลือกที่ทำให้เรายิ้มได้กับชีวิต” โดยส่วนตัวแล้วผมชอบโฆษณาชุดนี้มากๆ เพราะมันแค่เป็นการเปลี่ยนมุมมอง มุมคิด ในเรื่องเดียวกันแค่นิดเดียว แต่ก็ทำให้เรามีความสุขกับชีวิตได้ จำได้ว่ามีหลายเรื่อง เช่น ภาพที่เด็กวิ่งเล่นกัน แล้วบอกว่า “มากกว่าความสนุก คือการเรียนรู้” หรือคนที่วิ่งแข่งกันอยู่ แล้วบอกว่า “มากกว่าเส้นชัย คือชนะใจตัวเอง” หรืออื่นๆ อีกมากมาย “มากกว่าปลายทาง คือความสุขระหว่างทาง” “มากกว่าความฝัน คือการลงมือทำ” แล้วผมก็มาสะดุดประโยคที่ว่า “มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คือมิตรภาพ” ซึ่งนำมาซึ่งหัวข้อของวันนี้ครับ
มีโฆษณาของธนาคารกสิกรไทยที่ออกมาชุดหนึ่งที่บอกว่า “มากกว่าอยู่ที่เราเลือก ทางเลือกที่ทำให้เรายิ้มได้กับชีวิต” โดยส่วนตัวแล้วผมชอบโฆษณาชุดนี้มากๆ เพราะมันแค่เป็นการเปลี่ยนมุมมอง มุมคิด ในเรื่องเดียวกันแค่นิดเดียว แต่ก็ทำให้เรามีความสุขกับชีวิตได้ จำได้ว่ามีหลายเรื่อง เช่น ภาพที่เด็กวิ่งเล่นกัน แล้วบอกว่า “มากกว่าความสนุก คือการเรียนรู้” หรือคนที่วิ่งแข่งกันอยู่ แล้วบอกว่า “มากกว่าเส้นชัย คือชนะใจตัวเอง” หรืออื่นๆ อีกมากมาย “มากกว่าปลายทาง คือความสุขระหว่างทาง” “มากกว่าความฝัน คือการลงมือทำ” แล้วผมก็มาสะดุดประโยคที่ว่า “มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คือมิตรภาพ” ซึ่งนำมาซึ่งหัวข้อของวันนี้ครับ
คนเราทุกคนมีชีวิตอยู่แค่สองที่เท่านั้นครับ คือ ชีวิตที่บ้าน กับชีวิตที่ทำงาน ซึ่งแน่นอนคนส่วนใหญ่น่าจะชอบหรือมีความสุขกับชีวิตที่บ้านมากกว่า เพราะว่าเป็นคนกลุ่มเล็กกว่า มีพื้นฐานใกล้เคียงกัน ความแตกต่างกันทางความคิดหรือทัศนคติน่าจะน้อย และมีพื้นฐานความรักกันในครอบครัวเป็นที่ตั้ง ซึ่งแตกต่างจากที่ทำงาน เพราะเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ต้องมาทำงานด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกันพอๆ กับที่เราใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน
ลองนึกภาพนะครับ ถ้าชีวิตที่บ้านก็มีความสุข ชีวิตที่ทำงานก็มีความสุข ก็ครบแล้วครับ ชีวิตคุณจะทุกข์ได้อย่างไร
คำว่า “เพื่อนร่วมงาน” ถ้าใครแปลความหมายแบบตรงตัวก็อาจแปลเป็นว่า ร่วมเฉพาะงานเท่านั้น (ไม่ต้องมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันก็ได้) แต่ถ้าเปลี่ยนคำว่าเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนได้ หรือเป็นไปตามหัวข้อวันนี้ที่ว่า มากกว่าเพื่อนร่วมงาน คือมิตรภาพ คงจะทำให้ชีวิตในที่ทำงานนั้นมีความสุขไม่แพ้ที่บ้านแน่ๆ แล้วจะทำอย่างไรกัน จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องง่ายๆ และเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จริงๆ แต่ก็ดันกลายเป็นเรื่องที่คนชอบลืมกันจริงๆ
มนุษยสัมพันธ์อันดีจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากเรารู้จักเพื่อนร่วมงานเพียงฉาบฉวยตามมรรยาทเท่านั้น การทักทายเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยสนิทหรือไม่คุ้นเคยที่ทำงานในองค์กรเป็นสิ่งที่ดี อาจจะเปิดการทักทายกับคนที่อาจจะคุ้นเคยหรือพบเห็นกันบ่อยๆ แต่ไม่เคยทักกันเลย เช่น แม่บ้าน พนักงานเดินเอกสาร พนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นต้น หรืออาจเปลี่ยนพฤติกรรมอีกหน่อย แทนที่จะแค่ยิ้มทักทายหรือกล่าวสวัสดีเหมือนทุกครั้งแล้วแยกย้ายกันไป อาจจะเป็นการสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างสัมพันธภาพ เช่น ถามเรื่องความเหนื่อยยากของการทำงานในวันนั้น หรือหาหัวข้อมาคุยเพื่อให้เพื่อนร่วมงานได้ความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้อยากพบเจอกันเพื่อพูดคุยกัน
มิตรภาพเป็นแหล่งก่อเกิดมนุษยสัมพันธ์ในองค์กร เกิดขึ้นได้ทุกที่ในที่ทำงาน เพียงแค่คุณเปิดใจรับหรือมอบมิตรภาพให้เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมสันทนาการขององค์กร หรือการจัดเลี้ยงประจำปีของฝ่าย มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น ข้างตู้น้ำเย็นที่ใครๆ ก็ต้องแวะมาดื่มน้ำ เติมน้ำ หรือมุมกาแฟ หรือสถานที่ที่จัดไว้สำหรับสูบบุหรี่ เป็นต้น
สำหรับคนที่ชอบปลีกตัวเองลำพัง ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกนี้ไม่ใช่มีแค่คุณคนเดียว แม้ชีวิตส่วนตัวหรือปัจจัยที่นอกเหนือเรื่องการทำงานจะเป็นตัวกำหนดให้คุณต้องกลายเป็นคนเก็บตัว ยังมีเพื่อนร่วมงานอีกมากที่พร้อมจะสานสัมพันธภาพกับคุณ
ดังนั้น อย่าเก็บตัวและสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น เพราะคุณจะเป็นคนแรกที่ถูกทุกคนลืม อย่าเป็นคนที่เครียดง่ายสนุกยาก ใครๆ เข้าหายาก และไม่จำเป็นต้องคบคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ลองเปิดใจเรียนรู้เพื่อนกลุ่มอื่นในองค์กรดู และจะพบว่ามีสิ่งดีๆ ที่คุณต้องเรียนรู้อีกมาก จะดีกว่าไหม ถ้าเราเป็นคนที่ยิ้มง่ายและเป็นมิตรกับทุกคน
อีกสิ่งหนึ่งที่จะนำมาซึ่งมิตรภาพในที่ทำงาน คือ น้ำใจ เพราะน้ำใจเป็นสิ่งที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในที่ทำงานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นอย่ามองข้ามที่จะแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แก่เพื่อนร่วมงาน เพราะนั่นจะทำให้เราเป็นคนที่น่าคบหา น่าไว้ใจ น่าเชื่อมั่น ตัวอย่างง่ายๆ ของการแสดงออกซึ่งน้ำใจในที่ทำงาน (ซึ่งจริงๆ มีเยอะมาก) เช่น ช่วยรับผิดชอบงานแทนเพื่อนร่วมงาน ในเวลาที่เพื่อนร่วมงานไม่สบายหรือเจ็บป่วย หรือแสดงน้ำใจด้วยการสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
การทำงานร่วมกับคนหมู่มาก สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การรู้จักให้เกียรติผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม ไม่ว่าจะสูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา เพราะคนทำงานทุกคนล้วนมีเกียรติในตนเอง การพูดจาดีๆ รวมถึงการให้คำชื่นชม เมื่อเพื่อนร่วมงานสร้างผลงานออกมาได้ดี ด้วยความปรารถนาดีและจริงใจ
การชมเชยคือการสร้างกำลังใจ ไม่ต้องกลัวนะครับ คำชมเชยไม่มีวันหมดครับ ไม่ต้องประหยัด แต่การชมเชยที่ดีนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ยกยอยกย่องจนเกินจริง และขาดความน่าเชื่อถือ โดยเลือกมอบคำชมเชยที่เป็นกลาง โดยไม่มากไปหรือน้อยไปจนดูเสมือนว่าเป็นการชมตามมรรยาทเท่านั้น
อีกสิ่งที่สำคัญ คือ น้ำใจนักกีฬา ในสังคมแห่งการทำงาน เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่เผชิญการแข่งขันกับเพื่อนร่วมงาน ในชีวิตของคนทำงานส่วนใหญ่ต้องการที่จะเป็นที่หนึ่งกันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงเป้าหมายของการสร้างความสุขของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนต้องชนะเท่านั้นชีวิตถึงมีคุณค่า มีความสุข บางคนอาจเห็นว่า ไม่ต้องชนะก็มีความสุขได้ เพราะการได้ทำในสิ่งที่ชอบ หรือการได้ทำอะไรให้ใครสักคนก็มีความสุขแล้ว
สำคัญที่สุดคือ การที่เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไร เพื่อใคร จึงเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าของชีวิตมากกว่าการได้รับชัยชนะ มากกว่าอยู่ที่เราเลือกจริงๆ ครับ
เลือกทางเลือกที่ทำให้เรายิ้มได้กับชีวิตกันดีกว่าไหมครับ


