
ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ หวังว่าจะเป็นจริง
....เจียรนัย อุตะมะ
บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) จัดให้มีการพบนักวิเคราะห์และผู้สื่อข่าวพร้อมกันเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อแถลงผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2553
“
คเณศ ขาวจันทร์” กรรมการผู้จัดการ TPC แถลงผลงานสร้างความผิดหวังให้นักวิเคราะห์ในตลาด โดยประกาศกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ 409 ล้านบาท ลดลง 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 49% จากไตรมาส 4 ปี 2552 เรียกว่าต่ำกว่าประมาณการของตลาด 18% เพราะปริมาณขายที่ต่ำกว่าคาดการณ์ จากการปิดสายการผลิตพีวีซี และวีซีเอ็ม เพื่อซ่อมบำรุงแต่กรรมการผู้จัดการได้ให้ความหวังว่า หุ้นนี้น่าสนใจเพราะเป็นหุ้นปันผล และยังมีความหวังจากการที่สองโครงการของบริษัทกำลังจะหลุดจากการเป็นบริษัทถูกระงับโครงการชั่วคราวใน 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตามคำสั่งศาล โดยคาดว่าจะหลุดพ้นในปีนี้ เนื่องมาจากทั้งสองโครงการเป็นโครงการขยายการผลิตแบบคอขวดพีวีซีที่ 89 และสายการผลิตวีซีเอ็มที่ 12 ซึ่งไม่ใช่โครงการปิโตรเคมีต้นน้ำ
ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลาในการขอความเห็นจากหน่วยงานอิสระได้ 60 วัน และคาดว่าทั้งสองโครงการจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในมาตรา 67 (2) ของรัฐธรรมนูญได้ในไตรมาส 4 ปี 2553 เป็นอย่างช้า ที่จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นตันต่อปี เป็นกำลังการผลิตในประเทศ 5.5 แสนตันต่อปี
“
ศิริมา ดิสสรา” นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่าโครงการที่ถูกระงับจะสามารถดำเนินงานได้ตอนต้นปี 2554 และสร้างผลประกอบการเพิ่มเติมได้ 200 ล้านบาทต่อปี หรือ 10% ของกำไรบริษัทนอกจากนั้น ยังเชื่อว่าบริษัทมีความน่าสนใจในด้านผลตอบแทนในรูปปันผลสูงถึง 7.4% ต่อปี จากวิธีมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาที่ 6.5 เท่า จึงให้ราคาเป้าหมายที่ 20.20 บาทในปีนี้ และคงคำแนะนำถือ โดยยังไม่นับรวมผลดีจากสองโครงการหลุดจากมาบตาพุด
“
คเณศ” ประเมินว่า รายได้จากการขายปีนี้จะดีกว่าปี 2552 จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 7.5 แสนตัน จากปีก่อน 7 แสนตัน และปี 2554 เพิ่มเป็น 8 แสนตัน โดยคิดจากรายได้จากการขายไตรมาสแรกคูณ 4 ไตรมาส และบวกกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเริ่มตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นไป ที่ปริมาณขายจากเวียดนามจะเพิ่มจาก 1 แสนตันต่อปี เป็น 1.5 แสนตันต่อปี ที่จะส่งผลให้อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาปี 2553 ใกล้เคียงปี 2552ไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าความต้องการพีวีซีจะลดลง ภายหลังฤดูกาลสูงสุดของธุรกิจท่อผ่านไปแล้ว แต่ความต้องการจากจีนยังสูงอยู่ ขณะที่การผลิตพีวีซีจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ผู้ผลิตจีนกลับมาผลิตหลังเทศกาลตรุษจีน ดังนั้นจึงคาดว่าราคาพีวีซีจะยังทรงตัวในระดับสูงเช่นเดียวกับต้นทุนการผลิตที่ราคาน้ำมันสูงถึง 8085 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนนาฟตา สูงถึง 700 เหรียญสหรัฐต่อตัน รวมถึงราคาเอทิลีน ที่ยังทรงตัวสูง
ด้านการผลิตวีซีเอ็มยังน้อยเนื่องมาจากการกลับมาสู่ระดับปกติโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส คาดว่า แนวโน้มไตรมาส 2 ของ TPC กำไรสุทธิจะอ่อนตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรกปี 2553 โดยปริมาณขายยังต่ำแม้จะกลับคืนปกติ แต่เป็นฤดูกาลการผลิตต่ำของพีวีซีในเดือน เม.ย. เทศกาลหยุดยาว และส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขายขั้นต้นของพีวีซีและเอทิลีนยังติดลบ 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างของราคาพีวีซีและ EDC ยังทรงตัวใกล้ไตรมาสแรก
แต่ในครึ่งหลังของปีคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวจากการเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงงานพีวีซีในเวียดนามที่จะทำให้ปริมาณการผลิตโดยรวมสูงขึ้นจากครึ่งแรกของปีโดยประมาณการว่ากำไรครึ่งหลังจะสูงถึง 60% ของกำไรทั้งปี
นอกจากนั้น บล.เอเซีย พลัส ยังปรับลดประมาณการกำไรปี 25532554 เพื่อสะท้อนการปรับลดสมมติฐานราคาเอทิลีนที่คาดไว้ต่ำที่จะทำให้ราคาที่เหมาะสมของหุ้นนี้เหลือ 23.72 บาท และยังแนะนำซื้อเพราะราคาหุ้นยังถูกจากอัตราผลตอบแทนปันผลสูงถึง 10% ต่อปี
ในราคาหุ้นที่ 23.72 บาท บล.เอเซีย พลัส ได้รวมประมาณการโรงงาน 2 โรงงาน ที่คาดว่าจะได้ผลดีจากการที่คาดว่าจะไม่เข้าข่ายโครงการที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สร้างมลพิษต่อชุมชนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่คาดว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะประกาศประมาณเดือน พ.ค. 2553







