
ข่าวลบรุมเร้าทั้งในและนอกประเทศ
ตลาดหุ้นไทยหลังจากปรับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งแซงหน้าประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย (แต่ล้อไปด้วยกันกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่ม TIP) ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการปิดกรุงเทพฯ!!! แต่เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2557 เพียงวันเดียวเอาคืนการวิ่งมา 2 สัปดาห์จนหมดด้วยสองเหตุการณ์ทั้งในและนอกประเทศ
ตลาดหุ้นไทยหลังจากปรับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งแซงหน้าประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย (แต่ล้อไปด้วยกันกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่ม TIP) ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการปิดกรุงเทพฯ!!! แต่เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2557 เพียงวันเดียวเอาคืนการวิ่งมา 2 สัปดาห์จนหมดด้วยสองเหตุการณ์ทั้งในและนอกประเทศ
เหตุการณ์ในประเทศนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราเห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา มีความรุนแรงเกิดขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย ตลาดหุ้นบ้านเราชินกับการชุมนุมไปแล้ว แต่ยังไม่ชินนักกับการมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ดัชนีหุ้นจึงตอบสนองอย่างที่เราเห็นเมื่อวานนี้
สำหรับความหวังในการเลื่อนเลือกตั้งโดยการเจรจาของนายกฯ รักษาการและประธาน กกต.ในวันนี้นั้น ไม่น่ามีผลอะไรกับตลาดหุ้นแล้ว ถึงแม้จะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งก็ตาม เพราะการปรับตัวบวกไป 25 จุดในช่วงวันพฤหัสฯศุกร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (หรือ 40 จุด หากนับจากจุด HighLow) ได้รับข่าวดังกล่าวไปแล้ว
อีกเหตุการณ์หนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งมีน้ำหนักต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและมีน้ำหนักกับตลาดหุ้นมากกว่า เพราะมีผลกระทบไปทั่วทั้งตลาดในประเทศเกิดใหม่ ซึ่งตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในนั้น คือวิกฤตค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินาที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก 15% เพียงสัปดาห์เดียวจากแรงเทขายผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ หลังทางการอาร์เจนตินาออกมาแถลงว่าจะผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ในการเข้าซื้อดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางอาร์เจนตินาไม่มีทีท่าว่าจะแทรกแซงเพื่อปกป้องค่าเงินเปโซ ขณะเดียวกันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็ลดลงจนต่ำสุดในรอบ 7 ปี หากธนาคารกลางสหรัฐประกาศลดขนาดวงเงินซื้อพันธบัตรเพิ่มอีกในการประชุมวันที่ 2829 ม.ค.นี้ (เดือนที่ผ่านมาลดไปแล้ว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) จะยิ่งส่งผลให้การอ่อนค่าของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ยิ่งอ่อนค่าลงไปอีก (เพราะค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ) ความกังวลของนักลงทุนคือการลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกาใต้ จนเรียกว่าเป็น Exchange Risk (ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเมื่อเกิดการลงทุนข้ามประเทศ) ทำให้กระแสเงินทุนในช่วงนี้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้นโดยเฉพาะหุ้นในตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์) เข้าสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เงินเยน เป็นต้น)
อันที่จริงปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินามีมาอย่างยาวนาน ทั้งที่อาร์เจนตินาเคยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับของโลกคือ 10% เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธัญพืช ถั่วเหลือง และเนื้อวัว และยังมีแร่ธรรมชาติจำนวนมาก แต่จากความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด โดยการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (1 เปโซ ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) ในปี 2534 ซึ่งไม่สมเหตุสมผลเพราะภาวะเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้ภาคส่งออกมีปัญหา ลามมาจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ในปี 25432545 การเข้าขอรับเงินช่วยเหลือ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก IMF แลกกับเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ตัดลบงบสวัสดิการ ลดงบประมาณต่างๆ ลดรายจ่ายรัฐบาล ปลดข้าราชการ ยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจให้หดตัวอย่างรุนแรง
เศรษฐกิจของอาร์เจนตินาเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 2545 จากการลดค่าเงินเปโซ ทำให้การส่งออกดีขึ้น และเริ่มได้เปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอาร์เจนตินาได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก (วิกฤตซับไพรม์) อีกครั้งในช่วงปี 2552 และปัจจุบันขยายตัวในระดับเพียง 2% เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 11% และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับ 6.8%
ความล่มสลายของเศรษฐกิจในหลายประเทศมักมีต้นตอมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การไม่เข้าใจกลไกของระบบเศรษฐกิจโลก และนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาด ตลาดหุ้นหรือตลาดทุนมีความสัมพันธ์ต่อเศรษฐกิจอย่างชนิดที่แยกกันไม่ออก และเป็นตัวสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่จะสะท้อนล่วงหน้า หรือที่เรียกว่าตลาดหุ้นเป็นตัวชี้นำ (Leading Indicator) ไม่ใช่ตัววัดตาม (Lag Indicator) เพราะพฤติกรรมของผู้ลงทุนคือซื้ออนาคต ไม่มีใครซื้อหุ้นเพื่อซื้ออดีตของหุ้นตัวนั้น และตลาดหุ้นมักชี้นำล่วงหน้าประมาณ 36 เดือน ดังนั้น หากมองว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป จังหวะในการลงทุนจึงน่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาสแรกถึงไตรมาส 2 ขอให้นักลงทุนโชคดีค่ะ







