
รวยทีหลังดังกว่า
สมัยนี้โลกเปลี่ยนแบบชนิดที่ว่า ใครเดินเข้าป่าพอออกมา คุณกลายเป็นมนุษย์ยุคหินทันที ...ขนาดนั้นเลย ...เรื่องนึงที่น่าสนใจมากคือ การขับเคี่ยวของธุรกิจใน Model ใหม่ๆ ที่เขาตั้งอยู่บนหลักการของรวยทีหลังดังกว่า
สมัยนี้โลกเปลี่ยนแบบชนิดที่ว่า ใครเดินเข้าป่าพอออกมา คุณกลายเป็นมนุษย์ยุคหินทันที ...ขนาดนั้นเลย ...เรื่องนึงที่น่าสนใจมากคือ การขับเคี่ยวของธุรกิจใน Model ใหม่ๆ ที่เขาตั้งอยู่บนหลักการของรวยทีหลังดังกว่า
เออ!! ...“กลยุทธ์รวยทีหลังดังกว่า” เป็นอย่างไร?
แนวคิดของรวยทีหลังดังกว่า ถูกใช้มานานแล้ว แต่ยุค Social Network กับ Smartphone เฟื่องฟู มันทำให้กลยุทธ์นี้ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ Case ที่เห็นแล้วน่าสนใจก็อย่างเช่น กรณีของ Line กับ What’s App
ก่อนหน้านี้ถ้าใครใช้ Smartphone ในยุคเริ่มต้นจะคุ้นเคยกับ What’s App ที่ใช้ในการส่ง Message คุยกัน แต่ปัญหาคือ What’s App มันคิดค่าโหลด 1.99 เหรียญสหรัฐ หลังจากนั้นมีบริษัทจากญี่ปุ่นที่สร้าง App Chat มาสู้ ชื่อว่า Line ซึ่งเวลานั้นกลยุทธ์ของ Line น่าสนใจมากคือ “แจกให้ใช้ฟรี” นอกจากฟรีแล้วยังดีกว่า เพราะสามารถส่งตัวการ์ตูนน่ารัก ซึ่งฟันธงเลยว่า โดนใจสาวๆ แล้วคุณก็ทราบอยู่แล้วอะไรก็ตามที่ชนะใจหญิง คุณสามารถครองโลก เพราะหญิงก็ชนะใจชายต่อๆ มา เรียกได้ว่าผู้ชายคนไหนที่ไม่ยอมเปลี่ยนมาใช้ Line ก็อาจโดนแฟนเขม่นได้ นั่นแหละครับมาถูกทางคือ ทั้งถูกทั้งดีกว่า
แต่ปัญหาที่หลายๆ คนสงสัย คือ เดี๋ยวนี้บริษัท Internet มากมายที่สร้างสินค้าและบริการมาให้ใช้ฟรี อย่างนี้จะทำรายได้อย่างไร สุดท้ายไม่เจ๊งกันหมดหรือ ...ลองมาดู Case ของ Line จะเห็นว่าในเวลาไม่นานลูกค้าโหลด Line ไปถึง 100 ล้านคน ...คิดง่ายๆ ว่า ช่วงหลังที่ทาง Line เริ่มขาย Sticker แบบแนวๆ ในราคา 1.99 เหรียญสหรัฐ เอาง่ายๆ แค่ 1% ของลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อ เขาก็จะได้เงิน 1.99 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ประมาณ 60 ล้านบาท (ตอนแรกให้ใช้ฟรี ตอนหลังค่อยคิดวิธีเก็บเงิน หัวเราะดังกว่าครับ)
นั่นไงครับ ชิวๆ ออก Sticker หนึ่งชุด Line ก็จะได้เงิน 60 ล้านบาท ...เดี๋ยวนี้ลูกค้า Line เพิ่มไปแตะ 300 ล้านคน ก็เท่ากับว่ารายได้เขาก็เพิ่มอีกหลายเท่าตัว นอกจากนี้ Line ยังเริ่มทำการตลาดกับบริษัทที่อยากจะมี Official Line เพื่อติดต่อกับลูกค้า พร้อมทำ Sticker ของแต่ละบริษัท ก็ได้แต่ละ Case เป็นหลายล้านบาท จะเห็นได้ว่า Model ของธุรกิจรุ่นใหม่ มันขึ้นกับว่าเขาอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ดีแค่ไหน เพราะยิ่งเครือข่ายจำนวนลูกค้ามากแค่ไหน เขายิ่งสามารถหารายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
มามองในเรื่องของต้นทุนจะเห็นได้ว่า ต้นทุนการทำ Sticker ของ Line มันเป็น Fix Cost ซึ่งต้นทุนต่ำมาก แต่พอขายให้ลูกค้า โหลดแล้วคิด 1.99 เหรียญสหรัฐ เท่ากับว่าแต่ละครั้งที่ขายได้ เขาแทบไม่มีต้นทุนเพิ่มเลย ยิ่งขายก็ยิ่งรวย เรื่องนี้ถ้าจำกันได้ Microsoft เจ้าของ Window ก็มี Model ธุรกิจในแบบนี้ จนทำให้ผู้ก่อตั้งอย่าง Bill Gates กลายมาเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในเวลาต่อมา
คุณลองคิดดูซิครับว่า เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ที่หากินบนระบบ Online เขาสามารถทำธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ แต่รายได้สูง ซึ่งมันต่างจากธุรกิจสมัยก่อน อย่างเช่น เราจะผลิตสินค้าแล้วขาย ทุกชิ้นที่ผลิตก็มีต้นทุนทางวัตถุดิบ สมมติเราจะทำเงาะกระป๋องขาย เราก็มีต้นทุนการสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร แล้วก็มีต้นทุนเงาะ ซึ่งนับวันสินค้าการเกษตรก็มีแต่ราคาผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ว่าต่อไป ต้นทุนวัตถุดิบของการผลิตสินค้าต่างๆ มันมีแต่จะเพิ่มขึ้นควบคุมได้ยาก
ลองเทียบกับ Line ต้นทุนเขาคือ พนักงาน Programmer ที่จ้างมาเขียน Sticker ส่วนหน้าร้านขายก็ไม่ต้องมี เพราะอย่างเงาะกระป๋อง ถ้าจะขายก็ต้องไปติดต่อ 711 หรือ ไม่ก็ไปขอวางใน Central ซึ่งโขกราคามหาศาล แต่อย่าง Line เองหน้าร้านก็คือ App ที่อยู่ติดตัวลูกค้าไปทุกหนทุกแห่ง ...ในอนาคตถ้า Smart Phone มาแทนโทรศัพท์รุ่นเก่า ก็จะทำให้หน้าร้านค้าของ Line ครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ ใช่!! ครอบคลุมมากกว่า 711 เสียอีก
ที่เล่ามาก็เพื่ออยากจะให้เห็นภาพของธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างให้คนรวยได้เร็วมาก มันเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีความสามารถ คุณก็สามารถเขียน App แล้วใส่ขึ้นไปบน iOS, Andriod หรือค่ายอื่นๆ มันเป็น Open Competition ที่ไม่สนเลยว่า คุณจะมีนามสกุลดังแค่ไหน บ้านคุณจะมีฐานะ หรือรวยล้นฟ้า ก็ไม่เกี่ยวว่าคุณจะสามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจรุ่นใหม่ได้
สิ่งเดียวที่ตัดสินว่าคุณจะเป็นผู้ชนะในโลกธุรกิจอนาคตคือความสามารถของคุณที่สามารถคิดสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้าต่างหาก ...จัดไป!!







