
วิกฤตกรีซสั่นคลอนตลาดการเงินโลก
....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
แม้อียูและไอเอ็มเอฟจะอนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินมูลค่า 1.1 แสนล้านยูโรให้กับกรีซเรียบร้อย แต่ยังไม่อาจฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากตลาดการเงินโลก เนื่องจากบางส่วนมองว่า เงินกู้ไม่เพียงพอบ้าง วิกฤตจะลุกลามออกไปยังชาติสมาชิกอียูโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ PIGSโปรตุเกส ไอซ์แลนด์ อิตาลี กรีซ สเปน บางส่วนกังวลหนักถึงขั้นว่า การฟื้นฟูของเศรษฐกิจโลกจะสะดุดเพราะวิกฤตกรีซ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา การปรับพอร์ตทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไป โดยโยกพอร์ตออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (ตลาดหุ้นทั่วโลกและน้ำมันยังคงถูกขายต่อเนื่อง) จากนั้นนำเงินไปพักไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่น พันธบัตร เงินดอลลาร์สหรัฐ หรือแม้กระทั่งทองคำ
ช่วงนี้ ท่านผู้อ่านอาจคุ้นกับตัวเลขหนี้สาธารณะ (หรือเรียกว่าหนี้ภาครัฐก็ได้) เทียบกับจีดีพี (Public Debt/GDP) ในกรณีของกรีซอยู่ที่ 120% อิตาลี 118% โปรตุเกส 82% สเปน 60% พอเห็นตัวเลขนี้เฉียด 100% หรือเกินกว่านั้น หลายท่านอาจด่วนสรุปไปว่า วิกฤตหนี้ภาครัฐของกรีซอาจลุกลามไปยังกลุ่มประเทศ PIGS
จริงๆ แล้ว ตัวเลขหนี้สาธารณะ/จีดีพี โดยลำพัง ไม่สามารถบ่งชี้ว่า จะเกิดวิกฤตหนี้ภาครัฐได้ เนื่องจากหนี้สาธารณะเป็นตัวเลขคงค้าง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง (ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า เป็นแนวคิดเชิง Stock ไม่ใช่แนวคิดแบบ Flow) กล่าวคือ ยังขาดมิติด้านตารางการชำระคืนหนี้ ถ้าเป็นหนี้ระยะสั้นที่ถึงกำหนดชำระคืนภายในปีเดียว กรณีนี้กรีซเดือดร้อนหนักแน่นอน เนื่องจากหนี้ที่ถึงกำหนดชำระมีขนาดใหญ่กว่ารายได้ประชาชาติทั้งปี อย่างไรก็ดี หากเป็นหนี้ระยะยาว แรงกดดันก็จะลดลง
ที่แตกต่างจากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในอาร์เจนตินา คือ หนี้ภาครัฐของอาร์เจนตินาอยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ของกรีซอยู่ในรูปเงินยูโร! เมื่อกรีซใช้เงินยูโรอยู่ ความเสี่ยงที่หนี้ภาครัฐจะพุ่งพรวดอันเป็นผลจากการลดค่าเงินจึงอยู่ในระดับต่ำ
ตัวเลขที่ต้องทำการบ้านเพิ่มเติมกรณีนี้คือ อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Services Ratio) ที่คำนวณจากหนี้เงินต้นเฉพาะที่ถึงกำหนดชำระคืนในปีนั้น บวกด้วยดอกเบี้ยที่ต้องชำระคืนในปีนั้น จากนั้นหารด้วยจีดีพี
นอกจากนั้น ถ้าจะดูให้ละเอียดลงไปอีก ต้องดูโครงสร้างรายได้รายจ่ายภาครัฐ แล้วดูต่อไปว่าแปรผันตามเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน และมีโอกาสที่จะหารายได้เพิ่มเติม ขณะที่หดรายจ่ายได้มากน้อยแค่ไหน แค่นั้นยังไม่พอ ต้องดูต่อว่า หนี้ภาคเอกชนมีมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากภาครัฐการันตีเงินฝากในระบบสถาบันการเงินอยู่ หากเศรษฐกิจมีปัญหา จนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนฝากเงิน อาจแห่กันมาถอนเงิน จนในที่สุดจะบีบให้รัฐเข้ามาอุ้ม จุดนี้ อาจทำให้หนี้ภาครัฐพุ่งขึ้นได้อีก
เสียดายที่ผมไม่มีข้อมูลอยู่ในมือ จึงไม่อาจสรุปชัดๆ ถึงความเสี่ยงที่วิกฤตกรีซจะลุกลามไปยังชาติอียูอื่นมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี เนื่องจากเศรษฐกิจของกรีซ โปรตุเกส และสเปน มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับของอียู ขณะที่อียูโดยภาพรวมยังสามารถก่อหนี้เพิ่มเติมเพื่อให้การช่วยเหลือฉุกเฉินกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ ดังนั้นในเบื้องต้น เชื่อว่าอียูและไอเอ็มเอฟยังสามารถรับมือวิกฤตครั้งนี้ได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท คงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เผื่อจะได้ปรับพอร์ตได้ทันท่วงที
ในส่วนของผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทยนั้น คงมีน้อยมาก เนื่องจากเราส่งออกไปอียูเพียง 10% ของการส่งออกรวม และส่งออกตรงไปยังกลุ่ม PIGS ยิ่งน้อยลงไปอีก ขณะที่การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ของประเทศ PIGS ก็แทบไม่มีนัยสำคัญ นอกจากนั้น ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็อยู่ในระดับที่สูงมาก ขณะที่สัดส่วนหนี้ภาครัฐ/จีดีพียังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ชาติเอเชียส่วนใหญ่ก็น่าจะเอาตัวรอดจากวิกฤตกรีซได้เช่นกัน ด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน
ผลต่อการลงทุนที่เห็นชัดขณะนี้คือ วิกฤตกรีซทำให้เกิดความปั่นป่วนในการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามชาติ ความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อเศรษฐกิจและค่าเงินของอียู จะทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนต่อไปอีกระยะหนึ่ง (น่าจะเป็นเดือน ไม่ใช่แค่สัปดาห์) ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ขึ้นมาเยอะก่อนหน้านี้ ได้เข้าสู่การปรับฐานใหญ่แล้วในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และคงส่งผลให้ต่างชาติปรับพอร์ตขายระยะหนึ่ง
แม้กรีซจะขาดอิสระในการลดค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจอียู แต่อียูคงจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปนาน และมีความเป็นไปได้ที่อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณเหมือนที่อเมริกาใช้ จับตาดูประเด็นให้ดี หากใช้จริงภายในไม่เกิน 6 เดือน เงินที่ไม่มีที่ไป ส่วนหนึ่งจะไหลเข้าตลาดหุ้นอีก ดังนั้น การปรับฐานที่กำลังเกิดขึ้นใน 12 เดือนจากนั้น จึงเป็นโอกาสในการหาหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกต่างชาติขายออกมา
อย่าลืมว่า ขณะนี้ความเสี่ยงการเมืองไทยลดฮวบ หลังมีแผนปรองดองออกมา ทำให้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของ บจ. ค่าพีอีของหุ้นไทยต่ำกว่าของเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ดังนั้น การปรับฐานรอบนี้จะทำให้ราคาหุ้นยิ่งถูกลงไปอีก
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







