
ละตินอเมริกาตื่นเร่งปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เมื่อเอ่ยถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกา พระเอกหลักย่อมหนีไม่พ้นการส่งออกที่สินค้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าเกษตร ที่ต้องนำไปแปรรูปต่อ เวเนซุเอลาคือน้ำมัน ชิลีคือ ทองแดง อาร์เจนตินาคือถั่วเหลือง เอกวาดอร์คือกล้วย เม็กซิโกคือแร่เงิน และบราซิลคือไม้ซุง
กระทั่งกลายเป็นความนิยมและเคยชินของชาวละตินอเมริกาที่คิดแต่จะทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมสินค้าข้างต้น โดยไม่สนใจที่จะสร้างธุรกิจของตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่จะทำให้การเติบโตของภูมิภาคขยายตัวได้ดี ยั่งยืน และมั่นคง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงได้ก้าวมาเยือนภูมิภาคแห่งนี้แล้ว จากสารพัดโครงการสนับสนุน ช่วยเหลือจากภาครัฐ และความตื่นตัวของประชาชนภายในประเทศที่เริ่มหันมาสนใจทำกิจการมากขึ้นหลังภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้การหางานเป็นเรื่องยาก
แกรี อูร์ทีกา ผู้ประกอบการชาวเปรูและผู้ร่วม ก่อตั้งเว็บไซต์ซิเนปาปายาดอทคอม ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายตั๋วภาพยนตร์จากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตยอมรับว่า ชาวเปรูส่วนใหญ่หันมาทำธุรกิจตนเอง เพราะหางาน ไม่ได้ โดยมีตั้งแต่ทำแซนด์วิชไปจนถึงบริการล้างรถ
ทว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจทำธุรกิจอย่างจริงจังคือแรงกระตุ้นจากภาครัฐ โดยอูร์ทีการะบุว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชาวเปรูส่วนมากไม่มีความคิดเรื่อง ทำธุรกิจเลย กระทั่งภาครัฐก่อตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ชาวเปรูเป็นผู้ประกอบการ
เช่นเดียวกับรัฐบาลเปรู รัฐบาลโคลัมเบียได้จัดตั้งกองทุนสำหรับธุรกิจใดก็ตามที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยบริษัท เคราเดิร์ม คือหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการดังกล่าวของรัฐจนสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปัจจุบัน
จอร์เก โซโท กรรมการบริหารเคราเดิร์ม ผู้ผลิต ผิวหนังเทียมจากเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วย ยอมรับว่า แรงผลักดันจากภาครัฐช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาต่อยอด จนสามารถผลิตผิวหนังเทียมได้ภายใน 5 วัน และทำให้สินค้าสามารถมีใช้ได้ทั่วไปในโรงพยาบาลทั่วประเทศ
ด้านรัฐบาลชิลีได้เปิดตัวโครงการ “สตาร์ทอัพ” เสนอทุนมูลค่า 4 หมื่นเหรียญสหรัฐ และวีซ่าทำงาน 1 ปี ให้ผู้ประกอบการจากทั่วโลกเพื่อเข้ามาทำธุรกิจ ในชิลี ซึ่งจะช่วยพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการของประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ประสบความสำเร็จอย่างดี โดยปัจจุบันรัฐบาลชิลีให้ทุนผู้ประกอบการทั้งในและนอกประเทศแล้ว ประมาณ 1,500 ราย และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้รัฐบาลบราซิลและเปรูนำโครงการนี้มาประยุกต์ใช้ในประเทศของตนเอง
ทั้งนี้ นอกจากจัดตั้งโครงการช่วยเหลือ และให้ทุนสนับสนุนแล้ว รัฐบาลในละตินอเมริกายังเดินหน้าจัดการแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ชิลี ที่ลงมือปฏิรูประบบข้าราชการ ซึ่งซับซ้อนและล่าช้า โดยในปี 2010 รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ลดจำนวนวันในการอนุมัติการ ก่อตั้งกิจการจาก 27 วัน เหลือ 7 วัน และเหลือ 1 วัน
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ยังร่วมมือจัดการประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ประเทศในละตินอเมริกาได้ร่วมกันจะเพิ่มการใช้จ่ายในด้านงานวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 1% ของจีดีพีภายในปี 2015
กระนั้น ปัจจัยด้านภาษาอังกฤษถือเป็นความ ท้าทายชิ้นใหญ่ โดยเมื่อเทียบกับประชาชนในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา สัดส่วนของชาวละตินอเมริกา ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษมีน้อยมาก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลในภูมิภาคยังต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันของสังคมที่ต้องการให้ใช้งบประมาณพัฒนาการศึกษา และบริการสาธารณสุขมากกว่าทุ่มกับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี
แม้จะเผชิญกับสารพัดปัญหา แต่ประเทศในละตินอเมริกาก็ประสบความสำเร็จในการปลุกกระแสเรื่องเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงสนับสนุน ตลอดจนลดอุปสรรคต่างๆ จนการเป็นผู้ประกอบการเริ่มเป็นที่รู้จักและมีคนหันมาสนใจทำธุรกิจกันมากขึ้น







