
เอสเอ็มอี ภายใต้วิกฤตการเมือง
SMEs ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของธุรกิจทั้งประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนเชิงมูลค่าเพียงร้อยละ 30 แสดงถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีที่เกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจของคนไทย และกระจายอยู่ในต่างจังหวัด ปีที่ผ่านมาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะปัญหาค่าแรง อีกทั้งปัญหาการเมือง ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย
SMEs ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของธุรกิจทั้งประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนเชิงมูลค่าเพียงร้อยละ 30 แสดงถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีที่เกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจของคนไทย และกระจายอยู่ในต่างจังหวัด ปีที่ผ่านมาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะปัญหาค่าแรง อีกทั้งปัญหาการเมือง ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย
จากการที่ผมมีโอกาสเดินทางเกือบทั่วประเทศ พบปะผู้ประกอบการและประเมินผลจากแบบสอบถามถึงผลกระทบของเอสเอ็มอีต่อสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทย และคาดการณ์ถึงอนาคต พบว่า เอสเอ็มอีในปริมณฑลและต่างจังหวัดไม่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นนัยจากการชุมนุมในกรุงเทพฯ เพราะยังสามารถส่งมอบวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตและสินค้าได้ตามปกติ แต่มีความวิตกกังวลต่อกำลังซื้อที่ตลาดหลักอยู่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งเกรงว่าหากการชุมนุมยืดเยื้อและมีความรุนแรง รวมทั้งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล อาจทำให้ลูกค้าในต่างประเทศปิดความเสี่ยงด้วยการแบ่งออร์เดอร์ไปให้คู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงอินเดียและอีกหลายประเทศ แต่ปัจจุบันลูกค้าในต่างประเทศยังเชื่อมั่นต่อการส่งมอบสินค้า เพราะเริ่มชินต่อปัญหาการเมืองของไทย
โดยในปี 2557 เอสเอ็มอีส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายจะลดลงร้อยละ 1520 กระทบต่อสภาพคล่องซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการ แม้บางบริษัทยอดขายยังขยายได้ แต่กำไรจะน้อยหรือไม่มีกำไร ทำให้สภาพคล่องขาดมือและการใช้วงเงินกู้เต็มเพดาน ขณะที่สถาบันการเงินค่อนข้างเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสำคัญคือต้นทุนการผลิตสูง ทั้งจากค่าแรงและราคาวัตถุดิบที่ส่วนใหญ่นำเข้าถึงร้อยละ 3040 ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้มีการปรับราคาขายทั้งวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำ แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขาดอำนาจต่อรอง จึงต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันไม่สามารถปรับราคาขายได้ เพราะสินค้าส่วนใหญ่ขายผ่านกลุ่มร้านสะดวกซื้อ รวมถึงห้างสรรพสินค้า ที่มักจะจัดรายการโปรโมชั่น รวมทั้ง “SALE” ลดราคา แต่ก็มากดราคาขายของเอสเอ็มอี นี่เป็นเพียงปัญหาความอยู่รอดบางส่วนของเอสเอ็มอี
ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยปีนี้ที่ดูจะไม่ค่อยแจ่มใสอย่างที่คิด เพราะเศรษฐกิจโลกยังขาดความชัดเจนในการฟื้นตัวและกำลังซื้อในต่างประเทศยังไม่มาก ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังน่าห่วง จากการชุมนุมที่ยืดเยื้อและส่อเค้ารุนแรง และการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การเมืองไทยแย่ลง ทำให้เอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และหรืออยู่ในพื้นที่การชุมนุมคงกระทบมาก แต่กลุ่มเอสเอ็มอีซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในต่างจังหวัด จากข้อมูลจนถึงขณะนี้ส่วนใหญ่ผลกระทบทางตรงยังไม่ชัดเจน แต่หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อย่อมกระทบความเชื่อมั่น สำหรับคนไทยคงไม่เท่าไร เพราะคงแค่บ่น แต่หากเป็นต่างชาติเขามีทางเลือกว่าจะไปลงทุนหรือไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่น ที่สำคัญไปแล้วอาจไม่กลับมา ถึงตอนนั้น...เสียใจก็ไม่ได้ช่วยอะไร
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)







