
หุ้นไทยยังผันผวนตามการเมือง และเงินทุนเคลื่อนย้าย
ตัวแปรชี้ทิศหุ้นไทยมีดังนี้
ตัวแปรชี้ทิศหุ้นไทยมีดังนี้
ประการแรก สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังยืดเยื้อและมี ความไม่แน่นอนสูง
สัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นดีดขึ้นไปแตะ 1,320 จุด ก่อนย่อตัวลงมาปิดที่ 1,314 จุด ท่ามกลางความคาดหวังว่า การเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะถูกเลื่อนออกไป ซึ่งเท่ากับการปลดชนวนเหตุความรุนแรงเฉพาะหน้า แม้ยังไม่ตอบโจทย์ทางออกประเทศไทย
หลังตลาดหุ้นปิดทำการในวันศุกร์ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ โดยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี และประธาน กกต. ที่มีนัดหารือกันในวันที่ 28 ม.ค.
อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินจากจุดยืนของ กกต. และรัฐบาลจะพบว่า ยังคงห่างไกลกันมาก!
กกต.มองว่า หากจัดการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ต่อไป เสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง และไม่สามารถเปิดสภาได้ตามรัฐธรรมนูญ แถมยังสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป สวนทางกับท่าทีของรัฐบาลที่ต้องการให้เลือกตั้งตามกำหนดเดิม หรือเลื่อนไม่เกินวันที่ 6 ก.พ.
หากรัฐบาลยังยืนกระต่ายขาเดียว ย่อมเสี่ยงที่จะเกิดเหตุวุ่นวายหรือรุนแรง การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค. เป็นแค่หนังตัวอย่าง
ดัชนีหุ้นที่ขึ้นมารอข่าวเลื่อนเลือกตั้ง จึงเสี่ยงจะผิดหวัง
สถานการณ์การเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง แรงกดดันจากหลายภาคส่วนที่ถาโถมใส่รัฐบาล อาจทำให้รัฐบาลเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย เรียกได้ว่า พอมีโอกาสบ้างที่การเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะถูกเลื่อนออกไป
ขณะที่คำวินิจฉัยขององค์กรอิสระต่างๆ เช่น ประเด็นการแก้ไขที่มาของ สว. การทำสนธิสัญญาฯ ม.190 จำนำข้าว ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้อาจก่อให้เกิด “จุดเปลี่ยน” ทางการเมือง และเป็นจุดพลิกผันของตลาดหุ้น
การปรับฐานแรงๆ ของตลาด จึงเป็นโอกาสทยอยซื้อหุ้นคืน
ประการที่ 2 ความเสี่ยงตลาดอีเมอร์จิ้งสูงขึ้น iShares MSCI Emerging Market Index ETF ที่เป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้งร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การลดค่าเงินเปโซอาร์เจนตินา รวมถึงสกุลเงินไลร่าตุรกีอ่อนแตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
จีนส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว HSBC รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่บ่งชี้กิจกรรมในภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนเดือน ม.ค. ลดลงแตะ 49.6 ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 50.5 ในเดือน ธ.ค. เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซา
เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของโลก เมื่อจีนชะลอ ห่วงโซ่อุปทานด้านการผลิตของโลก รวมถึงความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานก็ชะลอตามไปด้วย
อาร์เจนตินาลดค่าเงินป่วนสกุลเงินตลาดอีเมอร์จิ้ง
อาร์เจนตินาประกาศลดค่าเงินเปโซ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2557 ค่าเงินเปโซ 2 วันแรกอ่อนลงถึง 15% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ พลอยฉุดสกุลเงินของตลาดอีเมอร์จิ้ง เช่น เงินเปโซเม็กซิโกอ่อนค่าแตะจุดต่ำสุดในรอบ 18 เดือน เงินไลร่าตุรกีดิ่ง 4.1% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เงินรูเบิลรัสเซียร่วง 2.9% เงินรีลบราซิลถอย 2.6% ในสัปดาห์ที่แล้ว
เบื้องต้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีจำกัด เนื่องจากปริมาณการค้า การลงทุน และการกู้ยืมเงินระหว่างไทยกับอาร์เจนตินาอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับภาพรวม
อย่างไรก็ดี หากเงินเปโซอาร์เจนตินาอ่อนค่าอย่างรุนแรง จะเพิ่มความเสี่ยง “แข่งกันลดค่าเงิน : Competitive Devaluation” แถบละตินอเมริกาจะถูกกระทบก่อน เนื่องจากมีปริมาณการค้า การลงทุนและการเงินระหว่างกันในสัดส่วนสูง ความเสี่ยงนี้อาจลุกลาม ฉุดการลงทุนในกลุ่มตลาดอีเมอร์จิ้ง
ตลาดหุ้นไทยอาจโดนหางเลขบ้าง หากนักลงทุนลดความเสี่ยงด้วยการขาย Emerging Market Index ETF ช่วงนี้จึงต้องเกาะติดค่าเงินของตลาดอีเมอร์จิ้ง โดยเฉพาะของกลุ่มละตินอเมริกา ตุรกี อินโดนีเซีย และอินเดีย 3 ประเทศหลังมีปัญหาขาดดุลแฝดอยู่แล้ว คือ ขาดดุลงบประมาณและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จึงอ่อนไหวต่อความเสี่ยงนี้มากกว่าเรา
สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นต่อเนื่องในภาพรวม ตอกย้ำการคาดการณ์ว่า เฟดจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดทอน QE ในการประชุมกลางสัปดาห์นี้ และจะทยอยลดต่อเนื่องในการประชุมทุกครั้ง ครั้งละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นั่นหมายความว่า เฟดจะหยุด QE ก่อนสิ้นปีนี้
ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศหลักกำลังเร่งตัวขึ้น นำโดยสหรัฐและญี่ปุ่น สวนทางกับเศรษฐกิจของตลาดอีเมอร์จิ้งที่ชะลอตัว แถมเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตการเงินในอาร์เจนตินา ตุรกี ยูเครน
กระแสเงินทุนจึงยังคงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้ง ย้อนกลับเข้าตลาดของประเทศหลัก
สรุปว่า ตัวแปรหุ้นไทยช่วงนี้อยู่ที่การเมือง และความเสี่ยงเรื่องทุนไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้ง หาจังหวะลงทุนเพิ่มในหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อยจากการเมือง ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากๆ เช่น หุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและกำไรมีแนวโน้มเติบโต เช่น INTUCH, DTAC, ADVANC, BTS เป็นต้น หรือหุ้นส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่ธุรกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว เช่น กลุ่มส่งออกอาหาร CPF, GFPT, CFRESH, TUF เป็นต้น







