
เงินบาทอ่อนค่า....ตลาดกังวลปัญหาหนี้กรีซ
.....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (47 พ.ค. 2553) สัปดาห์นี้การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงถูกชี้นำจากภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลก ขณะที่แรงกดดันจากปัญหาการเมืองเริ่มผ่อนคลายลง โดยเงินบาทปรับตัวในช่วง 32.1532.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังเคลื่อนไหวในช่วง 32.0432.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์ โดยเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นตอบรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี แต่ภาวะการลงทุนเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลต่อปัญหาหนี้สินของกรีซ
ข่าวดีจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เริ่มคลี่คลายหลังนายกรัฐมนตรีประกาศแนวทางที่จะนำไปสู่กระบวนการสร้างความปรองดอง ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากนักลงทุน เห็นจากการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นไทยกว่า 30 จุด และหนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าสู่ระดับ 32.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ อันเป็นผลจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ยังถูกกดดันจากความวิตกต่อปัญหาหนี้ของกรีซที่อาจลุกลามสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี แรงขายเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกทองในช่วงจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นปัจจัยที่ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท และช่วยให้เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบแคบใกล้ระดับ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์
ในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจาก 32.34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ โดยปรับแข็งค่าขึ้นตามสกุลเงินภูมิภาคที่ได้แรงหนุนจาก การดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียตอบรับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาแข็งแกร่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว โดยกิจกรรมการผลิตภาคโรงงานของสหรัฐฯ มีการขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปี เช่นเดียวกับงบก่อสร้าง ที่เพิ่มสูงขึ้นเกินคาด ซึ่งหนุนมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีการปรับตัวของตลาดหุ้นค่อนข้างจำกัดเนื่องจากตลาดยังไม่แน่ใจว่าแผนช่วยเหลือทางการเงินที่มีให้แก่กรีซจะสามารถยุติวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มนโยบายการเงินที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีการประกาศใน ช่วงสุดสัปดาห์ว่าจะปรับขึ้นสัดส่วนเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์กันสำรองไว้ที่ธนาคารกลาง ซึ่งเป็นการปรับขึ้น เป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 พ.ค. และถือเป็นขั้นตอนหนึ่งในมาตรการดูดซับเม็ดเงินส่วนเกินออกจากระบบเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยตลาดมองว่าการตัดสินใจของ PBOC ใน ครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต อย่างไรก็ดีเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 32.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงบ่าย โดยมีแรงหนุนจากการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนี ดีดตัวขึ้นกว่า 33 จุด และขยับเข้าใกล้ระดับ 800 อีกครั้ง หลังนักลงทุนมีการขานรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ในการประกาศแนวทางที่จะนำไปสู่กระบวนการสร้างความปรองดองและมีการกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. ขณะที่ท่าทีของกลุ่มนปช. ที่เริ่มอ่อนลงและมีแนวโน้มที่จะยอมรับข้อเสนอจากรัฐบาล แม้ว่ายังต้องติดตามว่าการชุมนุมจะยุติลงเมื่อใดเพราะทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงรอจนกว่านายกจะมีข้อสรุปและประกาศวันยุบสภาที่ชัดเจน
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทอยู่ที่ 32.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี อ่อนค่าลงจากช่วงต้นสัปดาห์โดยอ่อนค่าตามสกุลเงินในภูมิภาค เนื่องจากขาดแรงหนุนจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น โดยตลาดหุ้นเอเชียเปิดตัวในแดนลบถ้วนหน้าตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงต่อเนื่องนับจากช่วงต้นสัปดาห์ทั้งนี้ ภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวน แม้แผนความช่วยเหลือทางการเงินที่ยุโรปและไอเอ็มเอฟ ที่มีให้แก่กรีซจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่นักลงทุนยังไม่แน่ใจว่าวงเงินดังกล่าวจะเพียงพอที่จะจัดการปัญหาหนี้สินของกรีซได้
อีกทั้งยังมองว่าวิกฤตหนี้ของกรีซยังอาจลุกลามไปประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุว่าโปรตุเกสอาจเป็นประเทศต่อไปที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งกระตุ้นความกังวลที่ว่าวิกฤตหนี้กำลังลุกลามมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเทขายในตลาดหุ้นและกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวขึ้นท่ามกลางภาวะการเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน เงินเหรียญสหรัฐยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดี โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เผยดัชนีกิจกรรมภาคบริการอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐกำลังปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐท่ามกลางภาวะการเลี่ยงความเสี่ยงที่กลับสู่ตลาดการเงินอีกครั้ง การดิ่งลงของตลาดหุ้นเอเชียฉุดให้ค่าเงินภูมิภาคมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าลงสู่ระดับ 32.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงท้ายตลาด และยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องสู่ระดับ 32.37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยเป็นการปรับตัวตามสกุลเงินภูมิภาคที่วันนี้มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นผลจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ยังถูกกดดันจากความวิตกต่อปัญหาหนี้ของกรีซที่อาจลุกลามสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี แรงขายเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกทองในช่วงจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นปัจจัยที่ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท โดยเงินบาทปรับตัวในกรอบแคบใกล้ระดับ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ แม้ยังเผชิญกับปัจจัยลบจากการร่วงลงอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นในช่วงปลายสัปดาห์
สัปดาห์นี้ (1014 พ.ค. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่าสัปดาห์นี้เงินบาทยังคงปรับตัวผันผวนตามภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลก โดยคาดว่าเงินบาทจะแกว่งตัวในช่วง 32.2032.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากปรับตัวในช่วง 32.1532.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยปัจจัยที่เป็นตัวชี้นำภาวะการลงทุนในช่วงนี้ยังคงเป็นประเด็นเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของกรีซ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความกังวลว่ามีโอกาสมากขึ้นที่วิกฤตหนี้ของกรีซจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป ซึ่งความกังวลดังกล่าวปกคลุมบรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้ อีกทั้งยังมีน้ำหนักต่อตลาดมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ที่ทยอยประกาศออกมาแม้ตัวเลขเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐ และเอเชีย ต่างบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังมีการฟื้นตัวขึ้น แต่ความกังวลต่อปัญหาทางการคลังของประเทศในยุโรปกลับทำให้นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะมีความต่อเนื่องหรือไม่ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อนข้างเปราะบางและอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบตลาดในช่วงนี้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศเรายังคงให้น้ำหนักกับปัญหาการเมืองในประเทศที่ส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อต่อไป และเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมที่ทำให้เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า







