posttoday
อัสดงแห่งอำนาจรัฐ

อัสดงแห่งอำนาจรัฐ

27 มกราคม 2557

ในระหว่างที่คนกำลังจดจ่ออยู่กับการล้มหรือไม่ล้มรัฐบาลนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาพอกัน แต่กลับไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คือ “อำนาจรัฐ”

ในระหว่างที่คนกำลังจดจ่ออยู่กับการล้มหรือไม่ล้มรัฐบาลนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาพอกัน แต่กลับไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คือ “อำนาจรัฐ”

ได้เคยบอกไปแล้วว่า อำนาจรัฐนั้น มองในแง่หนึ่งก็คือ “สินค้า” ของการคอร์รัปชั่น ดังนั้น ตราบเท่าที่เราปล่อยให้มีอำนาจรัฐอยู่มาก ตลาดของคอร์รัปชั่นก็จะยังคึกคักด้วยสินค้านานาพรรณ เช่น โปรเจกต์บ้างล่ะ สัมปทานบ้างล่ะ ใบอนุญาตบ้างล่ะ สุดแต่ว่าใครอยากได้สินค้าตัวไหนก็มาซื้อหาเอา ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราจำกัดอำนาจรัฐให้มีอยู่น้อยเรื่อง เรื่องที่ผู้ถืออำนาจรัฐจะเอามาขายได้ก็คงหายไปเยอะ

อย่างไรก็ตาม ในประเทศเรานี้ที่ผ่านมาอำนาจรัฐกลับโตเอาๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะดูจากปริมาณเงินที่ใช้เอาไปเลี้ยงองค์กรต่างๆ ของรัฐ หรือดูจากบทบาทหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอาณาเขตขยายกว้างมากขึ้นทุกที จนทุกวันนี้จะซื้อข้าวสารหรือรถยนต์ก็มีมือของรัฐยื่นมาเอี่ยวไปเสียทั้งหมด องค์กร กรรมาธิการ คณะทำงานอะไรต่างๆ ของรัฐก็มีอยู่ก่ายกอง มองดูแล้วก็ไม่รู้ว่าไปหางานจากไหนมาแบ่งกันทำได้พอ เพราะทุกๆ องค์กรก็ดูเหมือนจะดูอยู่เรื่องเดียวกันทั้งนั้น

สาเหตุหนึ่งที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่ารัฐบาลและสภาของเรานั้นนิยมตั้งองค์คณะหรือองค์กรขึ้นมาช่วยกำกับดูแลเรื่องต่างๆ ซึ่งถึงจะไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถ้าไม่มีองค์กรเหล่านี้แล้ว การบริหารปกครองประเทศก็จะไม่มีเจ้าภาพเฉพาะเรื่องไปได้ แต่ปัญหาก็คือองค์กรเหล่านี้ เมื่อเกิดมีขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่เรื่อยไปเหมือนตะวันค้างฟ้า สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน และองค์กรดังกล่าวจะยังจำเป็น ไม่จำเป็น อย่างไร ก็ไม่มีใครค่อยหยุดใคร่ครวญสักเท่าไร

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐจะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมากมาหล่อเลี้ยงองค์กรที่อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป และเปิดโอกาสให้คนในองค์กรเหล่านั้นใช้อำนาจในการกำกับดูแลของตนเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับสินบนในการคอร์รัปชั่นได้อย่างไม่สิ้นสุด ยิ่งกว่านั้นกฎระเบียบและองค์กรกำกับควบคุมที่มันเยอะแยะหยุมหยิม ยังถือเป็นภาระของภาคธุรกิจและประชาสังคม ซึ่งอยากจะหยิบ อยากจะทำอะไรก็ติดขัดไปหมด หันไปทางไหนก็เจอแต่กฎระเบียบ หรือไม่เช่นนั้น ถ้าอยากจะทำจริงๆ ก็ต้องเสียเงินจ้างนักกฎหมายมาชี้ช่อง เป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นมาเปล่าๆ

เดี๋ยวนี้ในหลายประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว และไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาขวางความเจริญอย่างนี้ เขาจึงได้มีสิ่งที่เรียกกันว่า “Sunset Legislation” หรือกฎหมายอาทิตย์อัสดง

หลักการของกฎหมายอาทิตย์อัสดงก็มีอยู่ง่ายๆ ว่า เวลาสภาออกกฎหมายใหม่หรือคำสั่งตั้งองค์คณะอะไรขึ้นมา นอกจากจะบอกว่ามีผลบังคับใช้เมื่อไหร่แล้ว ก็จะต้องมีอีกข้อหนึ่งที่ระบุว่ากฎหมายหรือองค์คณะนั้นจะหมดอายุ หรือ “อัสดง” ลงเมื่อไหร่ด้วย โดยเมื่อถึงกำหนดดังกล่าวแล้ว หากสภาไม่ได้มีมติให้กฎหมายหรือองค์คณะนั้นคงอยู่ต่อไป กฎหมายหรือองค์คณะนั้นก็จะต้องสิ้นสุดลงไปด้วย ไม่ใช่เหมือนปกติ ที่เมื่อกฎหมายหรือองค์คณะใดกำเนิดขึ้นมาแล้วก็จะอยู่ไปเป็นอมตะ เว้นแต่จะมีการลงมติเพื่อล้มเลิกเพิกถอนกฎหมายนั้น ซึ่งแทบจะไม่เกิดขึ้น

ประเทศที่ทำอย่างนี้ก็เช่นอังกฤษ ซึ่งกำหนดเลยว่ากฎหมายที่ออกใหม่ทั้งหมด หากว่าเป็นกฎหมายที่มีผลเป็นภาระต่อเอกชนและประชาสังคมแล้ว จะต้องมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยกฎหมายอัสดงนี่อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอย่างหนักเลย คือมีกำหนดวันหมดอายุไว้ หรืออย่างเบาลงมาคือ ไม่มีการกำหนดวันหมดอายุ แต่กำหนดกรอบเวลาที่จะต้องมีการประเมินกฎหมายนั้นในแง่ต่างๆ เพื่อทำให้กฎหมายนั้น “เพรียว” ขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เกิน 5 ปี หลังจากกฎหมายมีผล

ทั้งนี้ เขาก็จะประเมินกันตั้งแต่ว่ามูลเหตุที่ทำให้จำเป็นต้องมีกฎหมายนั้นยังมีอยู่หรือไม่ ถ้ายังมี กฎหมายนั้นยังเป็นมาตรการดีที่สุดสำหรับรับมือกับมูลเหตุเช่นนั้นอยู่หรือไม่ และถ้ายังเป็นจะมีวิธีใดที่จะปรับปรุงกฎหมายให้มันลดภาระต่อเอกชนและประชาสังคมได้อีก ว่าแล้วก็แก้ไปตามนั้น โดยนัยนี้กฎหมายที่ไม่จำเป็นก็จะถูกโละออก แต่แม้กฎหมายที่ไม่ถูกโละก็จะได้ตบแต่งตัวเสียใหม่ ไม่เร่อร่าล้าสมัยอีกต่อไป

อีกประเทศที่มีกฎหมายอาทิตย์อัสดงก็คือสหรัฐ อย่างในรัฐเทกซัสนั้น เขาทำกันถึงขนาดออกกฎหมายให้องค์กรของรัฐทั้งหมด ยกเว้นมหาวิทยาลัย ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ล้มเลิกไปภายใน 12 ปี นับจากการก่อตั้ง เว้นแต่สภาจะต่ออายุให้ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการ Sunset Advisory Commission ขึ้นมาเพื่อคอยประเมินองค์กรนั้นๆ โดยวิธีก็คือให้องค์กรประเมินตัวเองก่อน โดยใช้คำถามทำนองเดียวกับของอังกฤษ เสร็จแล้วก็ให้มีผู้ประเมินอิสระประเมินอีกที แล้วก็ทำประชาพิจารณ์ เสร็จสรรพแล้วคณะกรรมการจึงสรุปเป็นมติแนะนำไปยังสภา ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดชะตาขององค์กรเป็นชั้นสุดท้าย เป็นเช่นนี้เรื่อยไปทุกๆ 12 ปี โดยปรากฏว่าเพียงภายใน 2 ปีแรกที่ทำเท่านั้น รัฐเทกซัสโละองค์กรทิ้งไปได้ถึง 2-3 องค์กร ประหยัดเงินให้รัฐกว่า 630 ล้านเหรียญสหรัฐ

จะเห็นได้ว่ากฎหมายอาทิตย์อัสดงนี้ถือเป็นเครื่องมืออย่างดี สำหรับแต่งรัฐที่ชักจะเทอะทะให้อยู่ในขนาดที่พอเหมาะผ่านการเฉือนกฎหมายหรือองค์กรที่ไม่เข้าท่าทิ้ง แต่ที่ดีกว่านั้นก็คือกฎหมายอาทิตย์อัสดงยังจะช่วยเล็มระบบการกำกับดูแลต่างๆ ของรัฐให้เข้ารูปเข้ารอยขึ้นอีกมากทั้งนี้ เนื่องจากเวลามีการต่ออายุให้กฎหมายหรือองค์คณะใด สภามักจะไม่ต่อเฉยๆ แต่จะร่างกฎหมายปรับปรุงภารกิจและวิธีการทำงานขององค์กรนั้นเสียใหม่ อย่าว่าแต่องค์กรเองก็มักจะว่าง่ายและแข็งขันในการปรับตัวกว่าเก่า เพราะสำนึกว่าถ้าไม่ทำก็จะได้อัสดงลับเหลี่ยมเขาไปพร้อมกับของล้าสมัยอื่นๆ

ทำเป็นเล่นไป อย่างนี้ก็เรียกได้ว่า “ปฏิรูป”นะเออ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง