
เป็น หนี้เสีย แล้ว แต่เรายัง (มีทาง) สู้
ก็รู้ทั้งรู้ว่า จะต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะก่อหนี้
ก็รู้ทั้งรู้ว่า จะต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะก่อหนี้ แต่ถ้าถามในเวลานี้ หลายคนบอกว่า “ไม่ทันแล้ว” เพราะชีวิตหนี้ก้าวเข้าสู่ระยะวิกฤตไปเสียแล้ว
หนี้มากมายที่มีอยู่เริ่มจะจ่ายช้ากว่ากำหนด จ่ายไม่ไหว และค้างชำระ จนทำให้เสีย “ประวัติเครดิต” หรือที่มักจะเรียกกันติดปากว่า “ติดเครดิตบูโร” ไปแล้ว เพราะพฤติกรรมการชำระหนี้ล่าช้าและการค้างชำระได้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (หรือเครดิตบูโร)
แม้ว่าหนี้สินจะพันกันยุ่งอีรุงตุงนัง แต่อย่าได้ท้อ เพราะยังพอมีทางออก
จากเอกสารการบรรยายเรื่อง การบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นสุข โครงการอบรมความรู้ทางการเงินแก่ครู ประจำปี 2556 โดยศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ
1.การรีไฟแนนซ์ (Refinance)
2.ปรับโครงสร้างหนี้ หรือประนอมหนี้
3.ลดหนี้ค้างชำระ (Hair cut)
หนี้เกือบจะเสีย
ถ้ายังอยู่ในขั้นที่ยังพอจ่ายไหว แต่รู้ตัวว่าเงินที่ต้องจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนชักเริ่มจะตึงๆ ไม่คล่องตัวเหมือนที่เคยประเมินไว้ ก็อาจจะต้องมองหาการรีไฟแนนซ์ หรือการปรับโครงสร้างหนี้
รีไฟแนนซ์
เป็นการกู้หนี้ใหม่มาชำระหนี้เก่า ซึ่งโดยมากมักจะรีไฟแนนซ์เมื่อสินเชื่อใหม่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า หรือให้เงื่อนไขที่ดีกว่าสินเชื่อเดิม เช่น ผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง
การรีไฟแนนซ์ไม่จำเป็นต้องทำเมื่อใกล้จะเป็นหนี้เสียเสมอไป แต่ถ้าคิดจะทำต้องทำก่อนที่กลายเป็นหนี้เสีย เพราะการขอสินเชื่อใหม่ สถาบันการเงินจะต้องพิจารณาประวัติการชำระเงินที่ผ่านมาของเราเช่นเดียวกัน
ธปท.แนะนำสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการรีไฟแนนซ์ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ โดย “เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงว่าจะช่วยให้เราประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์หรือไม่”
ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการรีไฟแนนซ์ ประกอบด้วย
ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเงินกู้กับผู้ให้สินเชื่อแห่งใหม่
ค่าจดจำนองหลักประกัน
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำประกัน
ค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่าในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
ปรับโครงสร้างหนี้
ไม่ต้องรอให้กลายเป็นหนี้เสียก็สามารถเดินเข้าไปขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ หรือเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงินได้
กันยิกา สุขวัจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สินเชื่อรายย่อย สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย แนะนำว่า
“ไม่ต้องรอจนค้างชำระก็ได้ ถ้าคิดว่าจะมีปัญหาในการผ่อนชำระก็มาเจรจากับธนาคารก่อนได้ เพื่อแสดงความตั้งใจในการชำระหนี้ เดินเข้ามาคุยกันว่าธนาคารจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้ค้างชำระ เพราะประวัติเครดิตที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”
ทั้งนี้ รูปแบบการเจรจาประนอมหนี้มีหลายรูปแบบ เช่น
ขอลดยอดหนี้ลงบางส่วน
ขอขยายเวลาการชำระหนี้
ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละงวด
ขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติที่ไม่ผิดนัด
ขอหยุดดอกเบี้ยและไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างที่ผ่อนชำระ
ขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับกรณีผิดนัดชำระ
ขอโอนหลักประกันเพื่อชำระหนี้
แต่ก่อนที่จะเดินไปขอปรับโครงสร้างหนี้ ธปท.ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ลูกหนี้ที่เหมาะจะปรับโครงสร้างหนี้ ควรจะ...
1.มีภาระหนี้ไม่มากหรือทำธุรกิจส่วนตัว ที่จำเป็นต้องรักษาประวัติเครดิตที่ดีเอาไว้สำหรับการขอสินเชื่อสำหรับธุรกิจ
2.เป็นหนี้ที่ไม่ได้ถูกคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมโหด
3.เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เงินที่จะจ่ายคืนหนี้ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้
4.มั่นใจว่าจะสามารถจ่ายได้ตลอด ไม่หยุดจ่ายกลางคัน
นั่นเพราะการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการประนอมหนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดี คือ ช่วยลดแรงกดดันในการชำระหนี้และการถูกทวงหนี้ นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจจะได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง
ข้อเสีย คือ มูลหนี้หลังการปรับโครงสร้างหนี้อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะสถาบันการเงินอาจจะนำยอดหนี้เดิม ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าทวงถาม มารวมเป็นยอดหนี้ใหม่
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้อาจจะทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบหากไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาใหม่จนนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้อง เพราะในสัญญาใหม่จะปรับดอกเบี้ยลดลง ซึ่งมีความเป็นธรรมต่อลูกหนี้แล้ว และการนำหนี้หลายประเภทมารวมกันเป็นสัญญาใหม่อาจจะทำให้อายุความยาวขึ้น เพราะหนี้แต่ละประเภทมีอายุความต่างกัน
หนี้เสีย แต่ไม่หนี
แม้จะเป็นหนี้เสียไปแล้ว ลูกหนี้ก็ยังสามารถใช้กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และประนอมหนี้ได้เช่นเดียวกัน เพราะกันยิกา บอกว่า ลูกหนี้สามารถเดินเข้ามาเจรจาได้ในทุกขั้นตอนที่มีปัญหา โดยเฉพาะการค้างชำระเพียงไม่กี่งวด เพราะสถาบันการเงินเองก็ต้องการได้ “ลูกค้าที่ดี” กลับคืนมา
แต่ถ้าจนแล้วจนรอดก็ไปไม่รอด ต้องยอมกลายเป็นหนี้เสีย ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระได้อีก ลำดับถัดไป คือ สถาบันการเงินจะฟ้องร้องเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้
แม้ว่าจะล่วงเลยมาจนถึงขั้นตอนนี้ ก็อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งถอย อย่าได้หนี ให้เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป
แต่ถ้าวันใดที่มีเงินเข้ามาจนคิดว่า สามารถจะชำระหนี้ที่เหลือได้ถ้าได้รับส่วนลดลงมาบ้าง ก็สามารถเข้าไปเจรจาเพื่อขอลดหนี้ค้างชำระได้ หรือเรียกว่า Hair cut เพื่อปิดบัญชีหนี้เสียที
อย่างไรก็ตาม ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. ระบุว่า วิธีการนี้โดยมากจะต้องรอให้สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานติดตามหนี้ของสถาบันการเงินเป็นคนยื่นข้อเสนอมาให้ (แต่ถ้าเราไม่ลองติดต่อเข้าไปก็ไม่มีทางรู้ว่าจะได้รับส่วนลดหรือไม่)
จากประสบการณ์ของลูกหนี้ในชมรมหนี้บัตรเครดิต บอกว่า หนี้ที่มักจะได้รับการลดหนี้ในวิธีการนี้มักจะเป็นหนี้ที่มีการค้างชำระมานาน โดยโอกาสที่จะได้ลดหนี้ค้างชำระขึ้นอยู่กับการเจรจา และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำอีกว่า หลังจากการเจรจาการลดหนี้เพื่อปิดบัญชีได้แล้ว จะต้องได้รับหนังสือยืนยันการปิดบัญชีจากสถาบันการเงินก่อนที่จะไปชำระเงิน และจะต้องชำระเงินให้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้เท่านั้น ไม่ใช่ชำระให้ตัวแทน
หลังจากนั้น สถาบันการเงินจะส่งเอกสารยืนยันการปิดบัญชีมาให้อีกครั้งหนึ่ง (ต้องเก็บรักษาใบเสร็จและเอกสารยืนยันนี้เอาไว้ให้ดี) จากนั้นรอเวลาอีก 12 เดือน ให้ไปตรวจสอบประวัติเครดิตที่เครดิตบูโรว่า สถาบันการเงินได้นำส่งประวัติเครดิตที่ถูกต้องแล้วหรือยัง
หนี้ไม่ได้ตั้งใจเสีย
ที่น่าเศร้าที่สุด คือ ลูกหนี้ที่กลายเป็นหนี้เสียแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยจะมารู้อีกทีก็เมื่อต้องการขอสินเชื่อใหม่ แต่ถูกสถาบันการเงินปฏิเสธ
กันยิกา ยอมรับว่า ลูกค้าที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งมีความสามารถในการชำระเงิน แต่มีประวัติค้างชำระกับสถาบันการเงินอื่นในจำนวนเงินไม่มาก ทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ
“การก่อหนี้จะต้องมีการวางแผนการเงินที่ดี ซึ่งน่าเสียดายสำหรับบางคนที่มีรายได้สูง แต่ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดด้านการเงิน ซึ่งบางครั้งเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่พันบาท แต่มีผลต่อการขอสินเชื่อครั้งต่อไป” กันยิกา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อ เนื่องจาก “ข้อมูลในเครดิตบูโรไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด” เราสามารถไปขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ว่า เรามีความผิดพลาดหรือไม่ หรือค้างชำระสินเชื่อตัวไหน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม โดยจะไปยื่นเรื่องที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ด้วยตัวเองหรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ก็ได้
“หลังจากตรวจสอบแล้ว หากพบว่าเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยก็สามารถกลับเข้ามายื่นเรื่องที่ธนาคารอีกครั้งก็ได้ ซึ่งจะพิจารณาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร” กันยิกา กล่าว
นอกจากนี้ เราควรจะไปตรวจสอบข้อมูลเครดิตตัวอย่างอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากพบว่าข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้อง หรือมีการรายงานข้อมูลเครดิตผิดพลาด จะต้องแจ้งไปที่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ และสามารถขอแก้ไขข้อมูลของเราได้ โดยติดต่อที่ศูนย์บริการตรวจสอบเครดิตบูโรหรือธนาคารที่ให้บริการ
กระบวนการแก้ไขข้อมูลเครดิตนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน โดยเครดิตบูโรจะยื่นเรื่องไปที่สถาบันการเงินภายใน 30 วัน และสถาบันการเงินจะต้องแก้ไขหรือแจ้งผลการตรวจสอบภายใน 30 วัน
ในกรณีที่เราไม่เห็นด้วยกับผลตรวจสอบและไม่สามารถหาข้อยุติได้ เราสามารถอุทธรณ์ข้อโต้แย้งนั้นต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตเพื่อหาข้อยุติให้ได้
หนี้เสียกลับเป็นหนี้ดี
ไม่ว่าจะเป็นหนี้เสียอย่างไม่เต็มใจ แบบไม่ตั้งใจ หรือเป็นหนี้เสียโดยไม่รู้ตัว จนทำให้มีประวัติเครดิตไม่ดี ธปท.แนะนำให้ติดต่อกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้และชำระหนี้ให้เรียบร้อย หรือหากมูลหนี้มีจำนวนมากก็สามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ปรับลดหนี้
หลังจากนั้นก็เริ่มสร้างประวัติเครดิตที่ดีขึ้นมาใหม่ โดยการชำระหนี้ตรงเวลาและไม่ผิดนัดชำระอีก “เพราะทุกความเคลื่อนไหวในการชำระหนี้ของท่าน จะถูกจัดเก็บไว้เป็นประวัติเครดิตของท่าน” ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน แนะนำ
นอกจากนี้ ธปท. ยังบอกว่า “แม้จะไม่สามารถลบประวัติเครดิตที่ไม่ดีออกได้ในทันทีทันใด แต่อย่าเพิ่งท้อถอย เพราะสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลเครดิตให้กับเครดิตบูโรทุกเดือน ซึ่งหากท่านสร้างวินัยที่ดีและชำระหนี้ตรงเวลาแล้ว ข้อมูลการชำระหนี้ใหม่ที่ดีจะค่อยๆ ทยอยเข้าไปแทนที่ประวัติไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ”
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 3 ปี (หรือ 5 ปี แล้วแต่ประเภทของสินเชื่อ) ข้อมูลเครดิตที่ไม่ดี ผิดนัดชำระ จะทยอยหายไปจากฐานข้อมูลเครดิตบูโร แล้วประวัติเครดิตจะกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง
แต่ถ้าไม่มีการแก้ไข ไม่กลับมาเป็นหนี้ดี ยังมีหนี้ค้างชำระ ประวัติการค้างชำระจะไม่หายไปไหน







