
การเมืองทำหนี้เสีย
กนง.มองศก.ชะลอตัวทำคนไม่มีเงินจ่ายณรงค์ชัยยันเอ็นพีแอลเพิ่มแต่ไม่น่าห่วง
กนง.มองศก.ชะลอตัวทำคนไม่มีเงินจ่ายณรงค์ชัยยันเอ็นพีแอลเพิ่มแต่ไม่น่าห่วง
กนง.ชี้การชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องหลายเดือน ทำหนี้เสียเพิ่ม แต่ยังไม่น่าห่วง
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด กนง. เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการพูดถึงระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ดูจากข้อมูลล่าสุดพบว่าเอ็นพีแอลยังไม่เพิ่มสูงขึ้นถึงขั้นน่าห่วง จนจะสร้างปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจไทยในขณะนี้
ทั้งนี้ ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะมีปัจจัยเสี่ยงจากการชุมนุมทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจชะลอลง ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ จนผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นได้ก็ตาม
“เรื่องนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ผมว่าแบงก์น่าจะดูแลลูกค้าดี และระมัดระวังในการปล่อยกู้ ส่วนการลงทุนต้องยอมรับว่าลดลง เพราะข้อมูลที่ออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แทบจะอนุมัติอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่รัฐบาลมาอนุมัติเห็นชอบโครงการต่างๆ คงต้องรอการชุมนุมทางการเมืองว่าจะคลี่คลายมีทางออกเมื่อใด แต่การลงทุนยังคงไม่รุนแรงถึงขั้นโตติดลบ” นายณรงค์ชัย กล่าว
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2556 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดเอ็นพีแอลสุทธิที่มีการหักสำรองหนี้แล้วมีจำนวน 1.24 แสนล้านบาท หรือ 1.02% ของสินเชื่อรวม สำหรับยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบในปัจจุบันมีประมาณ 12 ล้านล้านบาท
นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่พบว่ามีลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีที่กลายเป็นหนี้เสียหรือเริ่มผิดนัดชำระหนี้โดยมีสาเหตุมาจากการชุมนุมทางการเมือง แต่ยอมรับว่าเริ่มเห็นสัญญาณการเบิกใช้สินเชื่อหมุนเวียนและสินเชื่อเบิกเกินบัญชีในกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นบ้าง
“เราไม่กังวลมากนักว่าปัญหาการเมืองจะเป็นตัวเร่งให้หนี้เสียเพิ่มขึ้น เพราะตอนนี้ธนาคารได้ส่งทีมเข้าไปดูแลลูกค้ากลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิดแล้ว ถ้ามีปัญหาเราก็พร้อมช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นลดดอกเบี้ย ยืดเวลาชำระหนี้ เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่ปัญหาจะเกิด” นายจิรัชยุติ์ กล่าว
นายจิรัชยุติ์ ระบุว่า ปัจจุบันหนี้เสียในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ของฐานสินเชื่อรวมที่ 4.1-4.2 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าจากกลยุทธ์การช่วยเหลือลูกค้าที่รวดเร็วจะทำให้ ณ สิ้นปีนี้ ธนาคารยังสามารถควบคุมระดับหนี้เอาไว้ที่ระดับต่ำกว่า 1% ได้







