posttoday
ฟิตความพร้อมภาคบริการเสริมศักยภาพอาเซียน

ฟิตความพร้อมภาคบริการเสริมศักยภาพอาเซียน

23 มกราคม 2557

ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัจจุบัน ธุรกิจโลจิสติกส์ บริการด้านท่องเที่ยว และเทคโนโลยีสารสนเทศ กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงาน อีกทั้งเป็นธุรกิจสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้มีประสิทธิภาพและขยายฐานการส่งออก ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจกลุ่มนี้

พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานอาวุโสคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาธุรกิจ 3 สาขา ได้แก่ โลจิสติกส์และการก่อสร้าง บริการด้านท่องเที่ยว และธุรกิจเทคโนโลโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ให้มีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

ที่สำคัญการให้ความสำคัญและตื่นตัวที่จะกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจบริการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะมีมากขึ้นหลังจากนี้

ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า ขณะนี้มีธุรกิจบริการหลายรายการเริ่มทยอยเปิดเสรีให้ชาติสมาชิกอาเซียนเข้ามาลงทุนถือหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้น เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์กำหนดให้ต่างชาติลงทุนได้ 70% แล้ว หากไทยไม่พัฒนาเพื่อรับมือกับการไหลเข้ามาของทุนต่างชาติ จะทำให้ภาคบริการของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ และมีฐานะเป็นเพียงแหล่งลงทุนที่ได้ประโยชน์จากการจ้างงานเท่านั้น ไม่มีโอกาสได้ประโยชน์ในฐานะผู้ลงทุน หรือเจ้าของกิจการที่จะมีส่วนในผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจบริการในกรอบของอาเซียน

ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ไทยต้องทำตามข้อตกลงที่ลงนามไว้กับประเทศสมาชิกอาเซียน และหากใช้กฎหมายปกป้องภาคธุรกิจไว้โดยไม่ดำเนินการพัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน การปกป้องดังกล่าวจะเป็นเหมือนการปิดกั้นโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยเอง

“การที่มีกฎหมาย พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าวคอยปกป้องเราอยู่นั้น หากการปกป้องมากเกินไปก็จะกลายเป็นการขาดโอกาสทางการค้าการลงทุน เพราะต่างชาติไม่อยากมาลงทุนในไทย แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ขณะที่เราไม่ทำอะไรเลย จากนี้ไปไทยก็ไม่ต่างอะไรกับการให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วก็จ้างงานคนไทยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”

จากการระดมความเห็นของภาคเอกชน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงธุรกิจบริการ พบว่า การลงทุนในธุรกิจก่อสร้างของไทยในต่างประเทศมีมูลค่ามหาศาล และมีศักยภาพลำดับต้นๆ ในอาเซียน แต่กลับเสียโอกาสบางส่วนไป เพราะไม่มีมาตรการส่งเสริมเป็นรูปธรรม ซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุน ส่วนเอกชนควรเร่งพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร

สำหรับธุรกิจบริการท่องเที่ยว ขาดมาตรฐานในการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนามาตรฐานทางด้านไอซีที เพื่อสนับสนุนศักยภาพของธุรกิจ ดังนั้นเอกชนจำเป็นต้องรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อทำงานร่วมกับรัฐ รวมถึงเอกชนมีข้อเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism Mutual Fund) บริหารโดยเอกชน จัดตั้งจากภาษีของภาคท่องเที่ยวทั้งหมดที่จ่ายให้รัฐ

ด้านธุรกิจโลจิสติกส์นั้น จะพบว่าทำเลที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ในจุดที่เป็นจุดศูนย์กลางด้านการคมนาคมของภูมิภาค แต่ภาครัฐยังไม่ได้วางมาตรการใดๆ ที่จะช่วยให้ไทยใช้ประโยชน์จากข้อดีนี้อย่างเต็มที่

ภาคเอกชนเห็นว่าควรออกกฎหมายเฉพาะสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ และก่อตั้งสภาผู้ประกอบการโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ต้องการให้ภาครัฐมีนโยบายที่สอดคล้องและชัดเจนเกี่ยวกับใบอนุญาตประเภทต่างๆ และให้รัฐมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม

ขณะที่ ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้ทำงานอย่างบูรณาการกันมากขึ้น นอกจากนี้ควรลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานความเร็วสูง เป็นต้น

ทั้งนี้ หากมองภาพรวมของภาคบริการ พบว่าบุคลากรในประเทศควรได้รับการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ การบริหารจัดการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรฐานด้านฝีมือแรงงาน มาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานการให้บริการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งยังด้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อยู่มาก จึงควรให้มีสภาวิชาชีพทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาครัฐ เพื่อให้เกิดบูรณาการ หากไม่เร่งดำเนินการจะมีความเสี่ยงเรื่องการแย่งงานในประเทศ และปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะไปต่างประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท