
เสี่ยงเงินทุนฉุดSMEจีนล่ม
คาดธนาคารเงาสังเวยเครดิตตึงตัวรายแรกฉุดแหล่งทุนรายย่อยทั่วประเทศหายวับ
คาดธนาคารเงาสังเวยเครดิตตึงตัวรายแรกฉุดแหล่งทุนรายย่อยทั่วประเทศหายวับ
นักวิจัยเตือนปัญหาสภาพคล่องอาจฉุดเอสเอ็มอีจีนล้มทั้งยวง เหตุแหล่งทุนในธนาคารเงาเจ๊งก่อนใคร
เว็บไซต์เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ รายงานอ้างผลการศึกษาเรื่องสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในจีน ว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีแดนมังกรกำลังเผชิญความเสี่ยงทั้งระบบ ซึ่งจะฉุดเศรษฐกิจของจีนทั้งประเทศให้ย่ำแย่ตามไปด้วย หากจีนเผชิญกับปัญหาขาดสภาพคล่องครั้งใหญ่ขึ้นมา
ผลการศึกษาโดยแอนดรูว์ คอลเลียร์ และซาราห์ ซู ซึ่งอ้างอิงข้อมูลเอสเอ็มอี 4,000 แห่ง ระหว่างปี 20072011 ระบุว่า ภาคเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนการจ้างงานในจีนถึง 82% และมีขนาดเท่ากับ 60% ของจีดีพี จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากเกิดการขาดสภาพคล่องขึ้นในระบบการเงินแดนมังกร เนื่องจากปัญหาดังกล่าวจะส่งผลเสียหายต่อระบบธนาคารเงา ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง
รายงานระบุว่า บรรดาธนาคารและสถาบันการเงินทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กของรัฐจะได้รับความช่วยเหลือจากทางการ หากเกิดวิกฤตทางการเงินขึ้น ทว่าตรงกันข้ามกับบรรดาสถาบันปล่อยเงินกู้เอกชนที่เป็นผู้ปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีถึงราว 30% ในปีที่แล้ว ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งในจีนและญี่ปุ่นต่างพบว่า บริษัทเงินกู้เอกชนจะถูกปล่อยให้ล้มเป็นรายแรกๆ
ผลการวิจัยของนักวิชาการจากฮ่องกงและสหรัฐ ได้ศึกษาตัวอย่างจากวิกฤตการณ์เงินฝืดของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 90 ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงในระบบการเงิน และทำให้สถาบันเงินกู้เอกชนหลายแห่ง เช่น โตเกียว เคียววะ เครดิต และอันเซน เครดิต ต้องทยอยปิดตัวลงตามกันอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากบริษัทขนาดเล็กไปจนถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่
สำหรับในจีนเองนั้นเคยเผชิญกับวิกฤตธนาคารเงาในเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อบริษัทหลายแห่งประสบ กับภาวะหนี้เสียครั้งใหญ่ จนนำไปสู่การ ปิดตัวของบริษัทมากถึงราว 1.8 หมื่นแห่งตามมา
ทั้งนี้ ทางการจีนซึ่งกำลังตระหนักถึงความเสี่ยงของธนาคารเงา ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้สำคัญของภาคเอสเอ็มอีในประเทศ ได้พยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยการผลักดันให้ธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้นแทน ซึ่งจากตัวเลขของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ในปี 2010 พบว่า การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีจากภาครัฐมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า







