
แฟรนไชส์ไทยไป AEC ด้วยทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (ตอน 16)
คุณสิทธิพร สุวรรณสุต มองเห็นโอกาสในธุรกิจรับสร้างบ้านว่าเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนในการดำเนินการ ต้องอาศัยความเป็นนักวิชาชีพเฉพาะทั้งงานด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และเทคนิคการก่อสร้าง รวมไปถึงเมื่อมาบริหารจัดการในรูปแบบของบริษัทแล้วยังต้องมีนักวิชาชีพที่มีทักษะ เช่น นักบัญชี นักการตลาด ซึ่งที่ผ่านมาผู้รับเหมารายย่อยไม่ได้ให้ความสำคัญในด้านการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน จะเน้นที่การบริหารงานก่อสร้างและการลดต้นทุนเป็นหลัก ทำให้มองข้ามงานในส่วนการบริหารจัดการ การบริหารบัญชี หรือการหาตลาด ดังนั้นผู้รับเหมาส่วนใหญ่จึงมักจะมุ่งไปสู่ตลาดโครงการของรัฐ เพราะอาศัยการประมูลแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
คุณสิทธิพร สุวรรณสุต มองเห็นโอกาสในธุรกิจรับสร้างบ้านว่าเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนในการดำเนินการ ต้องอาศัยความเป็นนักวิชาชีพเฉพาะทั้งงานด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และเทคนิคการก่อสร้าง รวมไปถึงเมื่อมาบริหารจัดการในรูปแบบของบริษัทแล้วยังต้องมีนักวิชาชีพที่มีทักษะ เช่น นักบัญชี นักการตลาด ซึ่งที่ผ่านมาผู้รับเหมารายย่อยไม่ได้ให้ความสำคัญในด้านการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน จะเน้นที่การบริหารงานก่อสร้างและการลดต้นทุนเป็นหลัก ทำให้มองข้ามงานในส่วนการบริหารจัดการ การบริหารบัญชี หรือการหาตลาด ดังนั้นผู้รับเหมาส่วนใหญ่จึงมักจะมุ่งไปสู่ตลาดโครงการของรัฐ เพราะอาศัยการประมูลแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
ดังนั้นพีดีเฮ้าส์จะพลิกมุมมองจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการอื่นๆ อาทิ คุณภาพผลงาน ความน่าเชื่อถือ นวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้การบริหารงานอย่างมืออาชีพ พร้อมกับการให้การรับประกันกับผลงานกับลูกค้า ซึ่งจะพลิกจากการเป็นผู้ถูกกำหนดราคา ไปสู่การเป็นผู้กำหนดราคาภายใต้เงื่อนไขและบริการที่มอบให้
พัฒนาการของพีดีเฮ้าส์แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ ในช่วงเริ่มต้น 58 ปี แรก เป็นช่วงของการแทรกตัวเข้ามาอยู่ในตลาด ต่อมาจึงเป็นการสร้างชื่อของตัวเอง มีการนำชื่อของตัวเองมาเป็นจุดขาย ผนวกกับผลงานในการบอกต่อ โดยมองว่าหากจะขยายธุรกิจให้เติบโตหรือจะสร้างเครือข่ายธุรกิจ จำเป็นต้องมีการสร้างแบรนด์ มีตราสินค้าขึ้นมาให้ผู้บริโภครู้จัก ไม่ใช่ให้ผู้บริโภคเรียกชื่อบริษัท จึงได้ทำการสำรวจและวิจัยเกี่ยวกับภาพรวมของธุรกิจรับสร้างบ้าน และตราสินค้าหรือแบรนด์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภค
ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ข้อมูลภาพรวมของธุรกิจรับสร้างบ้านให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการสร้างความชัดเจนในตราสินค้าหรือแบรนด์ของบริษัทฯ เอง เพื่อให้ผู้บริโภคนั้นรับรู้และจดจำได้ง่ายขึ้น จึงเป็นที่มาของการรีแบรนด์จากที่รู้จักกันในนาม “ปทุมดีไซน์” สู่ความเป็น “พีดี เฮ้าส์” ภายใต้แนวคิดและสโลแกนที่ว่า “เราสร้างบ้าน เพื่ออนาคต” หรือ “Build for the future”
แม้กระทั่งในเรื่อง “สี” ขององค์กรที่เลือกใช้สีเขียว ที่ได้สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของพีดีเฮ้าส์ที่มองเห็นแนวโน้มของโลกในอนาคต ที่คนทั่วไปเริ่มตื่นตัวต่อผลกระทบของสิ่งแวดล้อม พีดีเฮ้าส์จึงพยายามจับเอากระแสของการคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้สามารถจับต้องได้ในการสร้างบ้าน ด้วยการมุ่งเน้นการใช้วัสดุทดแทนที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน เพราะสมัยนั้นคนที่จะสร้างบ้านจะเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ ทั้งต้นสักใหญ่ ไม้มะค่าใหญ่ ซึ่งเป็นไม้ในเขตป่าสงวนฯ หากทำอย่างนี้ต่อไปป่าไม้ในประเทศก็จะถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นความแตกต่างด้วยการใช้วัสดุทดแทน ทำให้ในช่วงแรกต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่ง และผู้บริโภคยังมีการรับรู้เกี่ยวกับวัสดุทดแทนว่าเป็นวัสดุที่ไม่ดี เป็นวัสดุที่ราคาแพง เป็นวัสดุที่อาจจะก่อปัญหาในการอยู่อาศัย
แต่จากการวิจัยอย่างต่อเนื่องทำให้พีดีเฮ้าส์พบว่า มีผู้บริโภคเกือบ 30% ให้ความสำคัญกับการสร้างบ้านที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน ดังนั้นในขณะที่คู่แข่งเกือบทั้งหมดยังคงมุ่งสู่ตลาดส่วนใหญ่ที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ พีดีเฮ้าส์จึงมองว่าหากสามารถจับกลุ่มผู้บริโภค 30% นี้ได้ จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีกว่าอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ 70% แต่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และนั่นจึงเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ตั้งแต่กระบวนการผลิต การให้บริการ และการสื่อสารการตลาด
จากความมุ่งมั่นยืนหยัดในการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น ที่สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มผู้บริโภค และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบ เมื่อเวลาผ่านไปจึงพบว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อภาครัฐเห็นความสำคัญด้วยการเข้ามาส่งเสริม จัดให้มีประกวดแข่งขัน มีการมอบรางวัล ทำให้พีดีเฮ้าส์ได้กลายเป็นธุรกิจรับสร้างบ้านเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลแบบไม่มีคู่แข่ง







