posttoday
แนะไทยรักษาตลาดจีนที่กำลังปฏิรูปเศรษฐกิจ

แนะไทยรักษาตลาดจีนที่กำลังปฏิรูปเศรษฐกิจ

22 มกราคม 2557

กสิกรไทย มองเศรษฐกิจจีนปี 56 โตร้อยละ 7.7 ต่ำสุดรอบ 14 ปี จับตาปฏิรูปปี 57 เร่งสร้างคุณภาพทางเศรษฐกิจ

กสิกรไทย มองเศรษฐกิจจีนปี 56 โตร้อยละ 7.7 ต่ำสุดรอบ 14 ปี จับตาปฏิรูปปี 57 เร่งสร้างคุณภาพทางเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ปี 2556 นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญในพัฒนาการทางเศรษฐกิจจีน เนื่องจากเป็นทั้งปีที่จีนได้เริ่มเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น และเป็นปีเดียวกับที่จีนต้องประคองการเติบโตให้มีเสถียรภาพท่ามกลางหลายปัจจัยรุมเร้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวเชื่องช้าจนกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคอุตสาหกรรมของจีน รวมไปถึงผลข้างเคียงของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่ส่งผลให้การขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นชะลอความร้อนแรงลง อย่างไรก็ดี ด้วยการใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงประคับประคองการขยายตัว โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ก็ได้ช่วยให้จีนสามารถประคองอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 ไว้ได้ที่ร้อยละ 7.7 ซึ่งชะลอลงเล็กน้อยจากร้อยละ 7.8 ในปี 2555

ในการนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองประเด็นที่น่าสนใจ ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปในปี 2556 ต่อเนื่องถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2557 ดังนี้

ปี 2556 จีนประคองจังหวะการขยายตัว พร้อมเดินหน้าปฏิรูปอย่างเข้มข้น

เศรษฐกิจจีนปี 2556 นับว่าได้ก้าวผ่านหลายปัจจัยท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของสองคู่ค้าหลัก อย่างสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการส่งออกและการผลิตของจีน โดยแม้ว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 7.9 ซึ่งเท่ากับในปี 2555 แต่ก็กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในองค์ประกอบด้าน Export Orders ที่ค่อนข้างผันผวนในระหว่างปีที่ผ่านมา ประกอบกับกลไกการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศของจีนเอง ที่มีนโยบายคุมเข้มภาคอุตสาหกรรมที่ล้าสมัยและก่อมลพิษ ได้ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เติบโตที่ร้อยละ 9.7 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 10.0 ซึ่งภาพการชะลอตัวของภาคการผลิตดังกล่าว ยังสอดคล้องกับภาพการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment) ที่ลดความร้อนแรงลงไปด้วย โดยขยายตัวร้อยละ 19.6 ซึ่งแม้ว่าจะสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับที่เคยทำได้ในปี 2555 ที่ร้อยละ 20.3 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของการคุมเข้มโครงการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น และการกำกับดูแลระดับหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่เร่งขึ้น (โดยล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2556 เพิ่มขึ้นเป็น 17.9 ล้านล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 จาก ณ สิ้นปี 2555) และเช่นเดียวกับด้านการบริโภค ที่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอความร้อนแรง ประกอบกับนโยบายการสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริโภคยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร สะท้อนผ่านการค้าปลีก (Retail Sales) ที่เติบโตร้อยละ 13.1 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 14.5

นอกจากนั้น ปี 2556 นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน โดยนับจากการขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ “ผู้นำจีนรุ่นที่ 5” ได้แก่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ในเดือนมี.ค.2556 จีนมีความคืบหน้าหลายประการในเชิงการปฏิรูป รวมถึงมติภายหลังการประชุม CPC Central Committee ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 ในเดือนพ.ย. และ Central Economic Work Conference (CEWC) ของจีนในเดือนธ.ค. ได้มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญ อันจะมีผลต่อทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในระยะข้างหน้า โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้

สาระสำคัญของนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนที่มีการเปิดเผยในปี 2556

1. การปฏิรูปให้กลไกตลาดมีบทบาทจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ (“Decisive” role of the market) ผ่าน 2 แนวทางคือ 1) การปรับกฎระเบียบการดำเนินธุรกิจให้ผ่อนคลายมากขึ้น และ 2) การปรับลดบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้ดำเนินการหลายด้านที่สอดคล้องกับแนวทางการปรับตัวสู่กลไกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการเงิน อาทิ นโยบายค่าเงินหยวนของ PBoC ในเชิงค่อนข้างผ่อนคลายมากขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา การยกเลิกอัตราขั้นต่ำ (Floor) ของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และประกาศใช้ Loan Prime Rate ซึ่งกำหนดโดยธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ระบบอัตราดอกเบี้ยเสรีต่อไป รวมไปถึงการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ เพื่อทดลองการผ่อนคลายกฎระเบียบการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจในภาคบริการรวมถึงภาคการเงิน เป็นต้น

2. การพัฒนาความเป็นเมือง และส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านทะเบียนบ้าน (Hukou) ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน บ้านเอื้ออาทร ที่ดินทำกิน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยล่าสุดที่ผ่านมาในปี 2556 ทางการจีนได้ย้ำถึงประเด็นความปลอดภัยและความเพียงพอด้านอาหาร เป็นภาระกิจอันดับต้นๆ ในการปฏิรูป ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นประชาชนในประเด็นดังกล่าว นอกจากนั้น สื่อจีนได้เปิดเผยว่ารัฐบาลท้องถิ่นบางมณฑลได้ขานรับนโยบายปฏิรูปที่ดินแล้ว อาทิ รัฐบาลมณฑลอันฮุย ได้ออกแนวทาง (Guideline) ในการอนุญาตเอกชนหรือเกษตรกรให้สามารถโอน และเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรเชิงพาณิชย์และใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกรได้ เพื่อเปิดทางให้เกษตรกรได้เข้าถึงที่ดินทำกินมากขึ้น เป็นต้น

3. การส่งเสริมเศรษฐกิจจีนสู่บทบาทระดับนานาชาติ ด้วยยุทธศาสตร์ทั้งด้านการค้าการลงทุน ผ่านการกระชับความสัมพันธ์ในความตกลงในกรอบต่างๆ โดยเฉพาะ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และการออกไปลงทุนในต่างประเทศของวิสาหกิจจีน (“Going Out Policy”) รวมถึงในมิติด้านการเงิน โดยการส่งเสริมบทบาทของเงินสกุลหยวนในเวทีโลก ซึ่งทางการจีนมีการเร่งผลักดันมากขึ้น โดยล่าสุด(พ.ย. 2556) ธนาคารกลางจีน (PBoC) ได้อนุมัติจัดตั้งเขตนำร่องทางการเงินใน 2 มณฑลทางตอนใต้ เรียกว่า Yunnan - Guangxi Financial Reform Pilot Zone ครอบคลุม 9 พื้นที่ในมณฑลยูนนาน และ 6 พื้นที่ในมณฑลกว่างซี บนพื้นที่ 317,700 ตารางกิโลเมตร เพื่อนำร่องการส่งเสริมการใช้เงินหยวนในการชำระเงินค่าสินค้าและในการลงทุนระหว่างประเทศระหว่างจีนและอาเซียน และจะมีการส่งเสริมการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายในสกุลหยวน และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินในสกุลหยวนในระยะข้างหน้าอีกด้วย

คาดปี 2557 จีนให้ความสำคัญการปฏิรูปอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น

ด้วยสัญญาณการปฏิรูปที่ทางการจีนพยายามสื่อสารมาตลอดปี 2556 ทำให้คาดว่า ในปี 2557 รัฐบาลจีนน่าจะให้ความสำคัญอันดับแรกกับการเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางที่วางไว้ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของการพัฒนา เหนือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นปี 2557 ก็ได้มีสัญญาณการเดินหน้าปฏิรูป จากการที่รัฐบาลท้องถิ่นจีนส่วนหนึ่ง (อาทิ มณฑลเหอเป่ย กุ้ยโจว กว่างซี ฝูเจี้ยน กานซู หนิ่งเซี่ย และนครปักกิ่ง) ตั้งเป้าการเติบโตจีดีพีปี 2557 ลดลงจากปีก่อนหน้า เพื่อเน้นคุณภาพของการขยายตัวมากยิ่งขึ้น ขณะที่ในภาคธนาคาร China Banking Regulatory Commission (CBRC) ได้ออกประกาศ (Notice) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลธุรกิจ Shadow Banking เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลให้มีความเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสัญญาณการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ประกาศว่า มีแผนจะเปิดเผยระเบียบการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ภายในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ภายในกลางปี 2557 ซึ่งจะมีความผ่อนคลายมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของ “Negative List” (ธุรกิจที่ห้ามต่างชาติลงทุน)

แม้ว่าทางการจีนจะยังคงไม่มีการเปิดเผยเป้าหมายของอัตราการเติบโตของจีดีพีในปี 2557 (โดยจะเผยแพร่ในเดือน มี.ค. 2557 ในการประชุม National People’s Congress) อย่างไรก็ดี จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง เมื่อเดือนพ.ย.2556 ที่เน้นว่าจีนยังต้องการรักษาอัตราเติบโตจีดีพีให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.2 ต่อปีในระยะข้างหน้า เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไว้ให้ได้ตามเป้า และเพื่อให้บรรลุตามแผนระยะยาวในการเพิ่มจีดีพีและรายได้ต่อหัวเป็น 2 เท่าภายในปีค.ศ.2020 (พ.ศ.2563) จากระดับในปีค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) ภายใต้ทิศทางนโยบายที่จีนคงให้ความสำคัญกับการปฏิรูปมากขึ้น ทำให้คาดว่า กรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนในปี 2557  อาจมีการประคองให้อยู่ในช่วงร้อยละ 7.0 – 7.5 ซึ่งผ่อนคลายลงจากร้อยละ 7.7 ในปี 2556 เมื่อประกอบกับนโยบายการเงินและการคลัง ที่คาดว่าจะเป็นไปในเชิงประคับประคองการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งก็น่าจะช่วยให้จีนเติบโตได้ใกล้เคียงกับกรอบเป้าหมาย

สำหรับปัจจัยท้าทายในปี 2557 ยังคงต้องจับตาถึงการฟื้นตัวของสหรัฐฯ และยุโรป ว่าจะสามารถเป็นไปได้อย่างแข็งแกร่งเพียงใด ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อการส่งออกของจีนแล้ว ยังมีผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของจีนด้วย ขณะที่ประเด็นด้านเสถียรภาพในระบบการเงิน ทั้งประเด็นสภาพคล่องในตลาดเงินอันเป็นผลจากการควบคุมสภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ของ PBoC รวมถึงความเสี่ยงด้านหนี้รัฐบาลท้องถิ่น และมาตรการที่จะออกมาบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ก็ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

แนวโน้มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-จีน เติบโตรุดหน้าในปี ’57 แม้จีนเร่งปฏิรูปภายใน

แม้จีนมีนโยบายเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งอาจมีผลลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลงในปี 2557 แต่ด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่น่าจะเดินหน้าอย่างมีเสถียรภาพและมีคุณภาพมากขึ้นของจีน จะยังคงเป็นแรงส่งให้จีนเป็นแกนเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เอื้ออานิสงส์ต่อการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและจีนให้ขยายตัวรุดหน้าต่อไปในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และมีการขยายการค้าระหว่างกันต่อเนื่อง ประกอบกับล่าสุดระหว่างการเยือนไทยของผู้นำจีน (นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง) ในเดือนต.ค.2556 ทางการทั้ง 2 ฝ่ายได้ตั้งเป้าขยายการค้าระหว่างกันแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 (จาก 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2555) โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตร ซึ่งก็น่าจะช่วยให้การส่งออกของไทยไปยังจีนในปี 2557 สามารถขยายตัวเป็นบวกได้ที่ร้อยละ 3.3 (กรอบประมาณการร้อยละ +0.5 ถึง +7.5) หลังจากที่ 11 เดือนแรกของปี 2556 ขยายตัวร้อยละ 0.03 (YoY) โดยกลุ่มสินค้าที่น่าจะยังตอบสนองความต้องการของตลาดจีนได้ดี อาทิ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ และมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจีนยังมีความต้องการมาก รวมถึงผลไม้ ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน ขณะที่สินค้าที่อาจต้องปรับตัวเพื่อตอบรับระดับเทคโนโลยีการผลิตในจีนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และเริ่มเผชิญการแข่งขันในตลาดจีนมากขึ้น อาทิ ชิ้นส่วน/ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรจับทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในจีน เพื่อหาทางปรับตัวและผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของจีนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับการลงทุนจากจีน ในปี 2557 อุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นต้น เพื่อส่งออกกลับไปยังจีน รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องจักรก่อสร้าง และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมไปถึง ยานยนต์ ก็เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่จีนให้ความสนใจเช่นกัน ซึ่งก็อาจเป็นโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าร่วมสายการผลิตของจีนในระยะข้างหน้า ขณะที่ในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาโอกาสเข้าร่วมในสายการผลิตของจีน อาจต้องเร่งศึกษาความต้องการของฝ่ายจีน และพร้อมที่จะปรับระดับเทคโนโลยีการผลิต ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคู่ค้าฝ่ายจีนที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาตำแหน่งของไทยในสายการผลิตของจีนไว้ และสร้างความแตกต่างระหว่างการผลิตในไทย กับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล