
ยุคใหม่มีแค่"กึ๋น"อยู่ยากเอสเอ็มอีพึ่งระบบวิเคราะห์
“วิธี” การพัฒนาคน พัฒนาสินค้า พัฒนาองค์กร เพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้ในยุคเปิดประชาคมอาเซียน
ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“วิธี” การพัฒนาคน พัฒนาสินค้า พัฒนาองค์กร เพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้ในยุคเปิดประชาคมอาเซียน คือ สิ่งหนึ่งที่กลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวนหนึ่งพยายามค้นหา แต่ยังไม่สามารถคว้าคำตอบที่ถูกต้องออกมาได้ บางราย จึงเลือก “ลองผิดลองถูก” พัฒนาคน พัฒนาสินค้า ลุยแหลกเข้าสู่ตลาดอาเซียน แล้วเจ็บตัวกลับมา
นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจองค์กรต่างๆ ทั่วอาเซียน จำนวน 400 แห่ง ในปี 2556 พบว่า ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ยังคงตัดสินใจ เรื่องราวต่างๆ โดยพึ่งพาประสบการณ์มากที่สุดอยู่ในระดับ 3.92 จากทั้งสิ้น 5 ระดับ รองลงมา คือ สัญชาตญาณที่ระดับ 3.82 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารยังเชื่อมั่นในแนวความคิด หรือ “กึ๋น” ส่วนตัว มากกว่าข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ได้จากการวิเคราะห์
“ในยุคที่เรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตลาดเป็นของผู้บริโภค เขาเป็นคนขับเคลื่อนทิศทางขององค์กรเราว่าไปทางไหน การบุกตลาดอาเซียน คือ การไปบุกตลาดใหม่ จะใช้กึ๋นหรือประสบการณ์ส่วนตัวเป็นเรื่องที่ลำบากมาก และอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เคยมีประสบการณ์มา”
นนทวัฒน์ มองว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ คือ การสะสมข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยระบบ “อนาลิติกส์” เพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคชาวอาเซียนแต่ละกลุ่ม แต่ละตลาด แต่ละพื้นที่ได้ว่า 1.เขามีพฤติกรรม การบริโภคอย่างไร 2.เซ็กเมนต์ตลาดที่สินค้าของเราต้องการเจาะเป็นอย่างไร 3.ควรจะขายสินค้าให้แก่ ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวผ่านช่องทางไหน เช่น ในศูนย์การค้า บนช่องทางออนไลน์ 4.ต้องลงทุนสูงขนาดไหน 5.ควรตั้งราคาสินค้าและมีโปรโมชั่นอย่างไร
ข้อมูลทางการตลาดเหล่านี้ อาจไม่ใช่ข้อมูลที่เอสเอ็มอีจำเป็นต้องไปเริ่มต้นหาใหม่ทั้งหมด เพราะปัจจุบัน มีองค์กรบางแห่งที่รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้แล้ว ผู้ประกอบการสามารถซื้อข้อมูลเหล่านี้มาทำการวิเคราะห์ให้เข้ากับบริบทของธุรกิจตัวเองได้ทันที ยิ่งมีข้อมูลมาก ยิ่งเข้าใจมาก และยิ่งมีโอกาสมาก
“อนาลิติกส์ คือ เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ บางบริษัทอาจไม่มีก็ได้ แต่ถ้าไม่มีก็จะทำให้ธุรกิจไม่ยั่งยืน เพราะมีความสามารถ ในการแข่งขันน้อยกว่า องค์กรเล็กอย่างเอสเอ็มอีอาจไม่สามารถใช้ระบบอนาลิติกส์เต็มขั้นได้อย่างองค์กรขนาดใหญ่ เพราะเข้าถึงข้อมูลได้ยากกว่า แต่ก็ควรต้องทำบ้าง ทำให้เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ใช่เดินเข้าไปลุยเลยทั้งที่ข้อมูลไม่ชัดเจน”
อย่างไรก็ตาม นนทวัฒน์ ย้ำว่า การมีข้อมูลมาวิเคราะห์เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้องค์กรอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความคล่องตัว (Agility) สามารถเรียนรู้และปรับตัวไปตามข้อมูลใหม่ๆ ได้ทันที เช่น สามารถวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าชนิด A กับกลุ่ม เป้าหมาย B ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขทันที โดยผู้ที่มีฐานข้อมูลเดิมประกอบจะช่วยให้วิเคราะห์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
นอกจากนี้ ผู้บริหารองค์กรต้องให้ทุกแผนกในองค์กรบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้มีข้อมูลมากขึ้นและวิเคราะห์ได้ถี่ถ้วนรอบด้าน
ขณะเดียวกัน ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะนำอนาลิติกส์เข้ามาใช้เพื่อประโยชน์ด้านใดบ้าง เช่น ต้องการจะลดต้นทุนของสินค้า หากเป้าหมาย ไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้น จะทำให้รู้สึกว่าวิเคราะห์ไปแล้ว “ไม่เกิดประโยชน์” หรือ “ไม่เห็นผลสำเร็จ” เสียที
สำหรับบุคลากรที่จะหามาทำงานด้านข้อมูลสถิติ ในองค์กรนั้น เอสเอ็มอีสามารถหาได้จากกลุ่มผู้ที่จบการศึกษาด้านบัญชีสถิติ อย่างไรก็ดี ต้องมีการพัฒนาความรู้อื่นๆ เพิ่มเติมด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ ขณะที่งบลงทุนด้านอนาลิติกส์และระยะเวลาดำเนินการจนกว่าจะประสบผลสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร เป้าหมายที่ต้องการ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ







