
"ผลตอบแทนัพนธบัตรลดลงตามแรงคาดการณ์ว่าอาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย"
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (13-17 ม.ค. 2557) มีมูลค่ารวม 303,767 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 60,753 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 31%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (13-17 ม.ค. 2557) มีมูลค่ารวม 303,767 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 60,753 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 31%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 67% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 202,712 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 63,921 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,710 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 3.4 ปี) LB196A (อายุ 5.4 ปี) และ LB155A (อายุ 1.3 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 18,080 ล้านบาท 15,895 ล้านบาท และ 10,532 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB14417B (อายุ 91 วัน) CB14204A (อายุ 14 วัน) และ CB14128A (อายุ 14 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 29,731 ล้านบาท 25,800 ล้านบาท และ 14,761 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส รุ่น AYCAL177A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 323 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ซีพี ออลล์ รุ่น CPALL23OB (A+) มูลค่าการซื้อขาย 206 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท บ้านปู รุ่น BANPU214A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 196 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น ในช่วงประมาณ1 ถึง 6 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวตามการคาดการณ์ของตลาดว่าอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี 1วัน) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันพุธที่ 22 ม.ค. 2557 นี้ ภายหลังความวุ่นวายทางการเมืองมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อ และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาถัดไป มุมมองเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลงนี้มีผลทำให้เกิดแรงซื้อเข้ามาในตราสารหนี้เกือบทุกช่วงอายุ
นอกจากนี้แล้ว ผลการประมูลพันธบัตร ธปท. รุ่นอายุ 3 ปี ได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยมีค่า Bid Coverage Ratio (BCR) สูงถึง 3.07 เท่าของวงเงินประมูล และมีผลตอบแทนเฉลี่ยจากการประมูลที่ค่อนข้างต่ำ (ราคาสูง) ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับตัวลดลง (ราคาตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้น)
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจและต้องติดตามต่อไป เนื่องจากอาจมีการพิจารณาเกี่ยวกับขนาดของมาตรการ QE ภายหลังที่รายงานการประชุม FOMC ในครั้งที่ผ่านมา ระบุว่ามีผู้ว่าการ Fed หลายสาขาเห็นด้วยที่จะให้มีการลดขนาดรวมถึงยกเลิกมาตรการ QE ในปีนี้
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้น และระยะยาว) รวมกัน 22 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 5,643 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 5,664 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 200 ล้านบาท







