
คำถามยอดฮิตช่วงต้นปี
ผ่านปีใหม่มาได้เพียงไม่ถึง 1 เดือน บรรยากาศในเมืองไทยบ้านเราช่างร้อนแรงซะเหลือเกิน โดยเฉพาะการเมือง ซึ่งสวนทางกับอากาศที่ยังคงมีลมเย็นหลงเหลืออยู่ต่อจากช่วงปีใหม่ ตลาดหุ้นไทยปีนี้เปิดมาวันแรกก็ติดลบกว่า 5% ส่งผลให้เกิดความกังวลและความผันผวนมากมาย ทั้งนักลงทุนต่างชาติ สถาบัน และรายย่อย สลับกันซื้อๆ ขายๆ กันคนละวัน ซึ่งยากอย่างยิ่งต่อการจะคาดเดาสถานการณ์การลงทุน และส่วนตัวผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ท้าทายอย่างมากสำหรับนักลงทุน
ผ่านปีใหม่มาได้เพียงไม่ถึง 1 เดือน บรรยากาศในเมืองไทยบ้านเราช่างร้อนแรงซะเหลือเกิน โดยเฉพาะการเมือง ซึ่งสวนทางกับอากาศที่ยังคงมีลมเย็นหลงเหลืออยู่ต่อจากช่วงปีใหม่ ตลาดหุ้นไทยปีนี้เปิดมาวันแรกก็ติดลบกว่า 5% ส่งผลให้เกิดความกังวลและความผันผวนมากมาย ทั้งนักลงทุนต่างชาติ สถาบัน และรายย่อย สลับกันซื้อๆ ขายๆ กันคนละวัน ซึ่งยากอย่างยิ่งต่อการจะคาดเดาสถานการณ์การลงทุน และส่วนตัวผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ท้าทายอย่างมากสำหรับนักลงทุน
กลับมาที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวม โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนทุกท่านที่ลงทุนใน LTF และ RMF คำถามก็คือ LTF และ RMF ที่ครบกำหนดขายได้ในปีนี้ เราควรทำอย่างไร ขายหรือไม่ขาย? ซึ่งนับว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่ผมได้ยินมาตลอดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
และยิ่งประกอบกับภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลโดยตรงต่อตลาดหุ้น ทำให้เกิดคำถามดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะไปถึงคำตอบ เราลองมาย้อนดูพฤติกรรมในอดีตของนักลงทุนกันก่อนดีกว่า โดยปกติพฤติกรรมการลงทุนในกองทุนทั้งสองประเภทนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมลงทุนในช่วงท้ายของปี เดือน ธ.ค. และขายในช่วงต้นของปี เดือน ม.ค. โดยผมเชื่อว่าหลายคนที่ขายกองทุนทั้งสองประเภทดังกล่าว (เมื่อครบกำหนดขาย) นั้นคงมีหลายเหตุผลที่ต่างกันไป แต่บางท่านก็อาจจะขายโดยไม่มีเหตุผล รู้เพียงแต่ว่าเราลงทุนมาครบตามกำหนดและมีสิทธิขายได้ก็เลยขาย
มาถึงตรงนี้ผมเลยอยากจะฝากข้อสังเกตเพื่อเป็นหลักคิดในเบื้องต้นก่อนที่ท่านจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดีกับกองทุนทั้งสองประเภทที่ครบกำหนดการลงทุนและมีสิทธิที่จะขายหน่วยลงทุนได้ดังนี้
๐ ลองถามตัวเองก่อนว่าขายหน่วยลงทุนแล้ว จะนำเงินที่ได้มาไปทำอะไรต่อ ซึ่งในข้อนี้อาจมีหลากหลายเหตุผล อาทิ
มีความต้องการใช้เงินเพื่อใช้จ่ายส่วนตัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายค่าเล่าเรียนบุตร
นำเงินไปลงทุนต่อโดยลงทุนใน LTF และ RMF เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับปีนี้
นำเงินไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
ถ้าท่านสามารถตอบคำถามกับตัวเองได้แล้วให้ทำในข้อต่อไป
๐ เช็กให้แน่ใจว่าท่านได้ลงทุนตามข้อกำหนดครบทุกประการ รวมทั้งเช็กจำนวนหน่วยลงทุนที่ท่านมีสิทธิขายได้ ซึ่งตรงนี้ท่านสามารถตรวจสอบได้ที่ บลจ.โดยตรง
๐ เช็กผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้นๆ เพื่อความรอบคอบอีกครั้ง
ตรงนี้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมสำหรับกองทุน LTF เนื่องจากกองทุน LTF มีทั้งประเภทที่จ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผล ดังนั้น บางกรณีท่านอาจจะพบว่าเมื่อขายกองทุนแล้วนั้น กองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอาจจะได้จำนวนเงินที่มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่ามันได้กำไรมากกว่า เนื่องจากหลายกองทุนมีการจ่ายเงินปันผลเป็นจำนวนมากระหว่างทาง ดังนั้น ท่านนักลงทุนต้องไปดูด้วยว่าระหว่างทางนั้นท่านได้เงินปันผลมาแล้วเท่าไร
สำหรับท่านที่คิดว่ายังไม่รู้จะขายหน่วยลงทุนแล้วนำเงินไปทำอะไร หรือจะนำไปเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ นั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นหลักการลงทุนที่ดีนัก เนื่องจากนอกจากเงินลงทุนดังกล่าวนั้นจะไม่งอกเงยแล้ว (ดูจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้วนั้นน่าจะถูกอัตราเงินเฟ้อกินหมด) ยังมีโอกาสหดหายด้วยซ้ำ เพราะในบางครั้งเราก็เผลอนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะเชื่อว่าเงินที่ได้รับมานั้นคงจะเป็นเงินในจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว หากย้อนไปดูผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลังของกองทุน โดยเฉพาะ LTF ซึ่งบางครั้งการที่ได้เงินมามากๆ นั้นโอกาสในการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ส่วนตัวผมคิดว่าหากนักลงทุนท่านใดยังไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่าท่านจะนำเงินจากการขายหน่วยลงทุนทั้งสองประเภทดังกล่าวไปทำอะไร หรือเพียงแต่จะขายมาเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ ผมขอแนะนำให้อย่าเพิ่งขายหน่วยลงทุนดังกล่าวออกมา (ให้ถือต่อไป) ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีข้อดีอยู่หลายประการคือ
1.สร้างเสริมนิสัยการลงทุนระยะยาว และประสบการณ์ในการลงทุน
2.สร้างเสริมนิสัยการออม
3.มีโอกาสได้รับผลตอบแทนในอนาคตที่มากขึ้น
โชคดีครับสำหรับการลงทุนในปี 2557







