
คงดอกเบี้ยรอการเมืองชัดเจน
ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตามแนวโน้มของเศรษฐกิจโลก และผลจากปัญหาภายหลังการชุมนุมทางการเมืองในประเทศที่ยังยืดเยื้อยาวนานไร้ความชัดเจน ว่าจะจบลงเมื่อใด ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจยิ่งซบเซา การลงทุน การบริโภคหรือใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ
ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตามแนวโน้มของเศรษฐกิจโลก และผลจากปัญหาภายหลังการชุมนุมทางการเมืองในประเทศที่ยังยืดเยื้อยาวนานไร้ความชัดเจน ว่าจะจบลงเมื่อใด ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจยิ่งซบเซา การลงทุน การบริโภคหรือใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 22 ม.ค.นี้ อาจจะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่นโยบายการคลังไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงที่รัฐบาลไร้เสถียรภาพในการบริหาร อย่างน้อยการปรับลดดอกเบี้ยน่าจะช่วยจูงใจให้เกิดการลงทุน รวมไปถึงการบริโภคหรือการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศมากขึ้น
ตลาดการเงินไม่คิดเช่นนั้น เพราะมองว่าในภาวะนี้ถึงลดดอกเบี้ยไปก็ไร้ผล เนื่องจากประชาชนไม่มีอารมณ์ในการใช้จ่าย และนักลงทุนไม่เชื่อมั่น
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินว่า กนง.น่าจะเก็บกระสุนไว้ก่อน ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ในการประชุมวันที่ 22 ม.ค.นี้ เพราะแม้ความเสี่ยงการเมืองในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่รุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก แม้ว่าก่อนหน้านี้ที่ กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 เหลือ 2.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีแล้ว จนเกิดกระแสในตลาดการเงินและแวดวงนักวิเคราะห์ว่า กนง.อาจตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งในการประชุมวันที่ 22 ม.ค.นี้
ทั้งนี้ จริงอยู่ที่ภาพความไม่สงบทางการเมืองจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันดูไม่ค่อยสวยนัก แต่การขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า อาจยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการกู้ยืมของผู้บริโภคและธุรกิจเอกชน
อีกเหตุผลหนึ่งที่ กนง.น่าจะพิจารณาคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ คือ หากลองพิจารณาบริบทเทียบกันของสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันกับในช่วงปี 2553 จะพบว่า ในมิติความรุนแรงทางการเมืองนั้น สถานการณ์ในช่วง 3 ปีก่อนมีความรุนแรงกว่ามาก กล่าวคือ มีการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และได้มีการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่พัฒนารุนแรงไปถึงจุดนั้น
ด้านการส่งออกซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายในยามที่เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอ แม้ส่งออกจะยังมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากน่าจะช่วยผู้ส่งออกในแง่ของรายได้รูปเงินบาทที่เพิ่มขึ้นได้ ทำให้ภาคการส่งออกช่วยลดทอนความรุนแรงของผลทางการเมืองลงได้ระดับหนึ่ง บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญอย่าง สหรัฐ ยูโรโซน และจีน รวมถึงการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ยังคงมีทิศทางการขยายตัวที่สดใส จะทำให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวปรับดีขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์ภาคการส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ไตรมาส 2 ไปจนถึงสิ้นปีได้
ดังนั้น จึงเชื่อว่า กนง.จะยังเก็บเครื่องมือไว้จนกว่าภาพเศรษฐกิจจะชัดเจนกว่านี้ โดยคาดว่า กนง.จะรอพิจารณาถึงสถานการณ์หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ และรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ที่สภาพัฒน์จะประกาศในวันที่ 17 ก.พ.นี้ก่อนเพื่อประเมินเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคลุมเครือในปัจจุบัน
สอดคล้องกับการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดการณ์ว่า กนง.น่าจะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ไว้ก่อน เพราะมองว่าปัจจัยการเมืองขณะนี้ยังมีโอกาสเพิ่มความไม่แน่นอนมากขึ้น จนสร้างความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จน กนง.อาจเลือกผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อเป็นมาตรการเชิงรุกในการประคองโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง ท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการคลังที่สามารถทำได้อย่างจำกัดก็เป็นได้ แต่หากประเมินแล้วจะเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต
ฉะนั้น กนง.อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อนในการประชุมรอบนี้ เพื่อรอติดตามสถานการณ์แวดล้อมและข้อมูลเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ก่อนวางท่าทีนโยบายการเงินที่เหมาะสมในการประชุมครั้งถัดไป
เพราะขณะนี้แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล สภาพคล่องในระบบการเงินไทยและเสถียรภาพภายนอกของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี น่าจะเป็นภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยต่อผลกระทบของการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟดได้ในระดับหนึ่ง และเปิดโอกาสให้ กนง.สามารถตัดสินใจเลือกที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ในอนาคต โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมท่ามกลางหลากหลายปัจจัยกดดันต่อทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยการเมืองในประเทศ กลายเป็นประเด็นเฉพาะหน้าที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 บนความคาดหวังว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นน่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีพัฒนาการในเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งคงช่วยหนุนแนวโน้มการส่งออกไทยในปีนี้ให้เห็นภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน กอปรกับมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นประปราย จึงทำให้การประเมินทิศทางการเมืองไทยในระยะข้างหน้าและผลกระทบที่อาจปรากฏขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ยังทำได้ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นแล้ว การประชุมของ กนง.รอบแรกของปี หรือ ในวันที่ 22 มกราคม 2557 นี้ น่าจะเทน้ำหนักไปที่ปัจจัยดังกล่าวมากขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ภายใต้มุมมองที่สถานการณ์การเมืองยากจะคลี่คลาย... ก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ กนง. อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อเป็นการจัดการในเชิงรุก (Preemptive Move)
หากปัญหาการเมืองดังกล่าว ได้รับการพิจารณาแล้วพบว่ามีโอกาสพัฒนาไปถึงจุดเสี่ยงต่อเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นกว่าเดิมว่า กนง.จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบแรกของปี หรือในวันที่ 22 มกราคม 2557 เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้กับเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะที่อุณหภูมิทางการเมืองที่ตึงเครียดขึ้น ย่อมมีผลกดดันให้ภาคเอกชนชะลอการตัดสินใจในการบริโภคและการลงทุน เหตุการเมืองดังกล่าว เมื่อปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่กลไกในการดูแลเศรษฐกิจของภาครัฐสามารถทำหน้าที่ได้อย่างจำกัดจากความล่าช้าของการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่และภาวะสุญญากาศทางการเมืองแล้ว ก็ยิ่งจะมีผลซ้ำเติมสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่การฟื้นตัวยังไม่แข็งแรงมากนักได้ นอกจากนี้ จริงอยู่ว่า การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ อาจไม่สามารถเล็งผลเลิศในด้านประสิทธิผลเชิงนโยบาย ตราบใดที่ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายของภาคเอกชนในภาพรวม ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินต่อเนื่อง แต่การเลือกลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็ถือเป็นแนวทางรับมือกับปัญหาในเชิงรุก (Preemptive Move) ที่มีผลเชิงบวกในทางจิตวิทยา และสะท้อนการดูแลความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยของ กนง.ไปแล้วตั้งแต่เนิ่นๆ
อย่างไรก็ตาม กนง.อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรอประเมินภาพสถานการณ์และข้อมูลเศรษฐูกิจที่ชัดเจนขึ้น ก่อนตัดสินใจในจังหวะถัดไป
แม้ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์และความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินจะสะท้อนถึงความโน้มเอียงของการคาดการณ์ไปยังโอกาสการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่เพิ่มขึ้นในการประชุมรอบนี้ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ กนง.จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ก่อนเช่นกัน เพื่อรอประเมินภาพจากสองส่วนหลักได้แก่ ส่วนแรก เหตุการณ์ทางการเมือง ส่วนที่สอง ข้อมูลเศรษฐกิจในภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกประจำเดือนธันวาคม 2556 และมกราคม 2557 ซึ่งมีกำหนดการรายงานในช่วงปลายเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2557 ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ของ สศช. ซึ่งมีกำหนดการรายงานในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 อันน่าจะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายในระยะถัดไปมีข้อมูลที่มีความครบถ้วนและสมบูรณ์มากขึ้น
ทั้งนี้ ถ้าปรากฏว่าตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าวที่ประกาศออกมา แย่ลง หรือสถานการณ์การเมืองทวีความวิกฤตมากขึ้น กนง.ก็สามารถดำเนินนโยบายผ่อนคลายด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงการดำเนินมาตรการเสริมอื่นๆ ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 12 มีนาคม 2557 หรือแม้กระทั่งการประชุมนอกรอบที่เร็วกว่านั้น ตามระดับความเร่งด่วนและรุนแรงของปัญหา ท่ามกลางภาวะที่เครื่องมือด้านนโยบายการเงิน ดูเสมือนจะเป็นความหวังเดียวของทางการไทยในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่าจะยังเป็นการดำเนินการที่ไม่ช้าเกินไป
กล่าวโดยสรุป คงต้องยอมรับว่ามุมมองต่อการตัดสินใจในเชิงนโยบายการเงินของ กนง.ในรอบนี้มีความก้ำกึ่งกันค่อนข้างมากระหว่างการเลือก “ปรับลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อสะท้อนการบริหารจัดการผลกระทบจากความเสี่ยงการเมืองต่อเศรษฐกิจไทยในลักษณะเชิงรุก และการเลือก “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โอกาสที่ กนง.อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อนยังมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย เนื่องจาก กนง.ยังสามารถรอข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะตัวเลขส่งออก รวมถึงพัฒนาการของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้นได้อีกระยะ ก่อนที่จะประกาศท่าทีเชิงนโยบาย ซึ่งถ้าหากพบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการดูแล ก็สามารถดำเนินการได้เร็วกว่ากำหนดการประชุมอย่างเป็นทางการที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2557 พร้อมกับวางแนวทางรับมือที่จำเป็น







