posttoday
คาดกนง.คงดอกเบี้ยรอการเมืองชัดเจน

คาดกนง.คงดอกเบี้ยรอการเมืองชัดเจน

20 มกราคม 2557

ทีเอ็มบี วิเคราะห์ประชุมกนง.พุธนี้ จะคงดอกเบี้ยเท่าเดิม แม้เศรษฐกิจชะลอและมีปัญหาการเมือง

ทีเอ็มบี วิเคราะห์ประชุมกนง.พุธนี้ จะคงดอกเบี้ยเท่าเดิม แม้เศรษฐกิจชะลอและมีปัญหาการเมือง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics มอง กนง. เก็บกระสุนไว้ก่อน คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.25 ในรอบประชุมวันพุธนี้ แม้ความเสี่ยงการเมืองในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่รุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 2.25 ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2556 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้เริ่มเกิดกระแสในตลาดการเงินและแวดวงนักวิเคราะห์ว่า กนง. อาจตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้ง ในการประชุมครั้งแรกของปี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 มกราคม ที่จะถึงนี้

หลังจากที่ศูนย์วิเคราะห์ฯ เคยเสนอมุมมองที่สวนทางกับตลาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งก่อน เนื่องจากภาพของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สำหรับการประชุมวันพุธนี้ เรายังคงมุมมองที่ว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.25 เป็นอัตราที่เหมาะสม สำหรับสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

จริงอยู่ที่ภาพความไม่สงบทางการเมืองจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันดูไม่ค่อยสวยนัก แต่การขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า อาจยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการกู้ยืมของผู้บริโภค และธุรกิจเอกชน

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เรามองว่า กนง. น่าจะพิจารณาคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ เนื่องจากหากลองพิจารณาบริบทเทียบกันของสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันกับในช่วงปี 2553 จะพบว่า ในมิติความรุนแรงทางการเมือง นั้น สถานการณ์ในช่วงสามปีก่อนมีความรุนแรงกว่ามาก กล่าวคือ มีการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และได้มีการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่พัฒนารุนแรงไปถึงจุดนั้น

สำหรับมิติทางด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 กนง. ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย แต่ได้แสดงความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายใดๆ หากมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเมืองต่อเศรษฐกิจ โดยอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในประเทศแม้อยู่ระดับต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 1) แต่คาดว่าจะเร่งตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่ง

ศูนย์วิเคราะห์ฯ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับภาวะแวดล้อมในช่วงดังกล่าวอยู่มาก

ด้านการส่งออกซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายในยามที่เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอ แม้อัตราการขยายตัวของการส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จากฐานการคำนวณที่กลับมาปกติ แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาก ส่วนหนึ่งจะช่วยผู้ประกอบการส่งออกในแง่ของรายได้รูปเงินบาทที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาคการส่งออกจะช่วยลดทอนความรุนแรงของผลทางการเมืองลงได้ระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ยูโรโซน และจีน ทำให้การส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าว เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน รวมถึงการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) ยังคงมีทิศทางการขยายตัวที่สดใส ส่งผลให้เครื่องยนต์ภาคการส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ไตรมาสสองเรื่อยไปจนถึงสิ้นปี

ท้ายสุดนี้ การตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการหั่นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา จะเริ่มส่งผลไปยังภาคเศรษฐกิจจริงอย่างช้าๆ โดยมาตรการดังกล่าวจะเห็นผลเต็มที่ในไตรมาสสองของปีนี้ ดังนั้นทางเราจึงเชื่อว่า กนง. จะยังเก็บเครื่องมือไว้จนกว่าภาพเศรษฐกิจจะชัดเจนกว่านี้ โดยคาดว่า กนง. จะรอพิจารณาถึงสถานการณ์หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาศ 4 ของปีที่แล้ว ที่จะถูกประกาศในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งข้อมูลสองชุดนี้จะช่วยประเมินเศรษฐกิจของไทยในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคลุมเครือในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท