
มึน!บอร์ดวัตถุอันตรายปล่อยผีคาร์โบฟูราน-เมโทมิล
ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
การต่อต้านการใช้สารเคมีเกษตร 4 ชนิดที่มีพิษร้ายต่อเกษตรกรไทย โดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีในหลายปีที่ผ่านมาร่วมถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อนำข้อเสนอผลกระทบทั้งด้านดีและด้านเสีย ให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาด้วยความรู้ความสามารถว่า ถึงเวลาที่ไทยควรจะเลิกใช้สารอันตรายเหล่านี้ได้ ดูเหมือนจะไม่เป็นผล หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน มีมติที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา ให้ 2 ใน 4 สารเคมีอันตรายคงอยู่ในบัญชีเดิมต่อไป ห้เครือข่ายต้านสารเคมีจะมีการเดินหน้าตรวจสอบต่อไป
ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และอธิบดี กรอ.เป็นเลขานุการ ได้ประชุมเพื่อพิจารณาวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตรเปลี่ยนระดับการควบคุมสารอีพีเอ็นและสารไดโครโตฟอส จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ต้องขออนุญาตมีไว้ครอบครอง ไปเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง เนื่องจากเป็นสารที่ส่งผลต่อสุขภาพ
ขณะที่สารอีก 2 ตัว คือ คาร์โบฟูรานและเมโทมิลนั้น ที่ประชุมมีมติให้อยู่ในบัญชีเดิมอย่างมีเงื่อนไข คือ กรณีคาร์โบฟูราน ให้กรมวิชาการเกษตรควบคุมสารคาร์โบฟูรานเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เฉพาะสูตร 3% GR และสารเมโทมิล เฉพาะสูตร 40% SP เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะรับขึ้นทะเบียนได้เฉพาะสูตรนี้เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องศึกษาการ ได้รับสัมผัสร่วมกับหน่วยงานราชการ รวมถึงต้องขึ้นทะเบียน รับผิดชอบในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ (FAO Code of Conduct) ซึ่งต้องรณรงค์ใช้สารอย่างถูกต้อง ติดตามการใช้ภายหลังขึ้นทะเบียนทั้ง ผลต่อสุขภาพ การเจ็บป่วย ผลต่อสิ่งแวดล้อม และ จัดทำเป็นรายงานเสนอบอร์ดวัตถุอันตรายทุก 6 เดือน
ในส่วนของสารเมโทมิลนั้น บอร์ดได้เห็นชอบให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปรับระดับจากวัตถุอันตรายชนิด 3 เป็นชนิดที่ 4 จากที่ต้องขออนุญาตครอบครอง เป็นห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง ซึ่งจะมีผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข ที่นำใช้เพื่อประโยชน์ในการระงับ ควบคุม ไล่ กำจัดแมลงและสัตว์อื่น ที่มีเมโทมิลเป็นส่วนผสม ไม่สามารถผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองได้
ณัฐพล ระบุว่า การพิจารณาให้คาร์โบฟูรานและเมโทมิล ยังสามารถนำเข้าเพื่อใช้ทางการเกษตรได้ เนื่องจากยังมีข้อโต้แย้งจากเกษตรกรและผู้นำเข้า ว่าทั้งสองชนิดยังมีประโยชน์ในทางการเกษตร โดย สารเมโทมิลใช้ในสวนมะม่วง รวมถึงใช้ฆ่าหนอนใน ใบยาสูบในช่วงเกิดโรคระบาด ประกอบกับผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) และบริษัท เอฟ เอ็ม ซี เคมิคัล (ประเทศไทย) ยืนยันว่า ทั้งเมโทมิลและคาร์โบฟูราน มีผลศึกษาในสหรัฐว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
ทั้งนี้ บอร์ดวัตถุอันตรายยังได้อนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายฉบับใหม่ เนื่องจากฉบับที่ออกเมื่อปี พ.ศ. 2546 ถูกศาลปกครองสั่งถอดถอนไป หลังจากผู้นำเข้าฟ้องร้องต่อกรมวิชาการเกษตร กรณีการบังคับใช้ประกาศฉบับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าประกาศระบุชื่อวัตถุอันตรายเป็นภาษอังกฤษ สร้างความสับสนให้แก่ผู้นำเข้าจนเกิดการปฏิบัติผิดกฎหมาย
สำหรับประกาศฉบับใหม่นี้แยกเป็น 6 บัญชี ได้แก่ บัญชีวัตถุอันตรายที่มีกรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ กรมประมงรับผิดชอบ กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ อย.รับผิดชอบ กรอ.รับผิดชอบ และกรมธุรกิจพลังงานรับผิดชอบ จากเดิมที่มีเพียงบัญชีเดียว
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีเตรียมยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร็วๆ นี้ เพื่อ ขอตรวจสอบขั้นตอนการพิจารณา ร่วมถึงเอกสาร หลักฐานทั้งหมด ก่อนที่จะมติดังกล่าวออกมา
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้ประสานงานเครือข่าย เตือนภัยสารเคมี กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจที่บอร์ดพิจารณาโดยใช้หลักฐานของบริษัทเอกชนที่มีส่วนได้เสียกับสารเคมีดังกล่าว เช่น กรณีคาร์โบฟูราน ที่อ้างว่าผลการศึกษาในสหรัฐไม่อันตราย ในขณะที่ข้อมูลของเครือข่าย พบว่าสารตัวนี้ในสหรัฐเป็นอันตรายและห้ามใช้ในประเทศ แต่กลับถูกนำมาอ้างในไทยว่า ไม่กระทบต่อสุขภาพ
ที่ผ่านมาเครือข่ายและมติประชาสังคมได้เรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ การขึ้นทะเบียน การนำเข้า สารเคมี 4 ชนิด เนื่องจากพบว่ามีความอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงและถึงชีวิตได้ โดยได้แสดงทั้งหลักฐานทางพิษวิทยาของทางการแพทย์ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ โดยเฉพาะผลการศึกษาทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่าสารเคมีเหล่านั้นในสหรัฐห้ามใช้
อย่างไรก็ตามเมื่อมติบอร์ดออกมาเช่นนี้ก็ต้องจับตาดูว่ากรมวิชาการเกษตรจะอนุมัติให้สารเคมีสองตัวในบัญชี 3 ขึ้นทะเบียนหรือไม่ เพราะล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณา
ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ระบุว่า กรณีบอร์ดยกเลิกสารเคมี 2 ตัว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่กรณีอีกสองตัวแม้จะให้ใช้ได้บางสูตร แต่ผมไม่สบายใจที่บอร์ดพิจารณาโดยใช้หลักฐานของบริษัทเอกชนที่มีส่วนได้เสียกับสารเคมีดังกล่าว เช่น กรณีคาร์โบฟูราน ที่อ้างว่าผลการศึกษาในสหรัฐไม่อันตราย ในขณะที่ข้อมูลของเครือข่ายพบว่า สารตัวนี้ในสหรัฐพบว่าอันตรายและห้ามใช้ในประเทศ กลายเป็นว่า สารเคมีที่สหรัฐพบว่าอันตรายห้ามใช้ แต่กลับถูกนำมาอ้างในไทยว่า ไม่กระทบต่อสุขภาพ ในขณะที่ไม่มีการเรียกให้ภาคองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเกษตรกรเข้าไปให้รายละเอียดด้วย
“ดังนั้นเมื่อประกาศนี้ออกมาทางเครือข่ายจะไปยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงอุตฯเพื่อขอตรวจสอบขั้นตอนการพิจารณา เอกสาร หลักฐานที่พิจารณา และรายชื่ออนุกรรมการและ กรรมการทั้งหมดว่า มีใครที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีส่วนได้เสียกับการอนุมัติครั้งนี้ เพราะผมขอตั้งข้อสงสัยในความโปร่งใสของการอนุมัติครั้งนี้ โดยเฉพาะเกิดขึ้นในภาวะบ้านเมืองชุลมุน และเป็นรัฐบาลรักษาการ ถือว่าไม่เหมาะสม เมื่อได้ หลักฐานแล้วจะดำเนินการเพื่อคัดค้านมตินี้ทันที โดยเฉพาะการร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ระงับประกาศ” วิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายสำหรับกรณีเมโทมิล ที่เกษตรกรชาวส่วนมะม่วงอ้างความจำเป็นต้องใช้นั้น ในเรื่องนี้จะเสนอให้กรมวิชาการเกษตร ไปพิจารณาดูว่าจะมีสารเคมีตัวใดที่สามารถมาทดแทนกันได้บ้าง เพราะสารเคมีเหล่านี้มีผลการศึกษาของแพทย์ชัดว่าอันตรายมากถึงชีวิต
จากปัญหาดังกล่าวต้องจับตาดูว่า บอร์ดวัตถุอันตรายจะชี้แจงต่อข้อสังเกตเหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะการอ้างข้อมูลภาคเอกชนที่มีส่วนได้เสียมาเป็นเหตุในการพิจารณาให้สารเคมีทั้งสองตัวยังมีอยู่ในสังคมไทยที่ประกาศเป็นศูนย์กลางอาหารปลอดภัยของโลกได้ต่อไป







