posttoday
อนาคตข้าวไทย

อนาคตข้าวไทย

20 มกราคม 2557

พิษข้าวไทยไม่หอมเสียแล้ว เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหาอดีต รมว.พาณิชย์ และผู้เกี่ยวข้อง 15 คน ในคดีทำสัญญาเก๊ขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน หรือที่เรียกว่าจีทูจี แถมนายกรัฐมนตรีเจอหางเลข ถูกตั้งอนุกรรมการสอบสวน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผมคงไม่กล่าวถึงความเป็นมา เพราะปรากฏอยู่ในหน้าสื่อมวลชนแล้ว ประเด็นที่อยากสื่อสารกับท่านผู้อ่านจะเกี่ยวกับอนาคตทิศทางข้าวไทย

พิษข้าวไทยไม่หอมเสียแล้ว เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหาอดีต รมว.พาณิชย์ และผู้เกี่ยวข้อง 15 คน ในคดีทำสัญญาเก๊ขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน หรือที่เรียกว่าจีทูจี แถมนายกรัฐมนตรีเจอหางเลข ถูกตั้งอนุกรรมการสอบสวน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผมคงไม่กล่าวถึงความเป็นมา เพราะปรากฏอยู่ในหน้าสื่อมวลชนแล้ว ประเด็นที่อยากสื่อสารกับท่านผู้อ่านจะเกี่ยวกับอนาคตทิศทางข้าวไทย

ข้าว ปัจจุบันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ราคามีความอ่อนไหว เชื่อมโยงกับตลาดโลก ตั้งแต่ปี 2555 รัฐบาลได้เข้าแทรกแซงด้วยการจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดทั่วประเทศในราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกเมื่อแปลงเป็นข้าวขาว รวมค่าขนส่งที่เรียกว่าราคา FOB ตกตันละ 24,572 บาท หรือประมาณ 767 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ขายจริงได้ประมาณ 543 เหรียญสหรัฐ แพงกว่าข้าวเวียดนามและข้าวอินเดียประมาณร้อยละ 2022 และราคายังต่ำกว่าต้นทุนถึงร้อยละ 2930 การที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงราคา ส่งผลให้ข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ ช่วง 2 ปี รัฐบาลใช้เงินประมาณ 6.8 แสนล้านบาท ในการรับจำนำข้าว แม้ภายหลังจะลดปริมาณรับจำนำเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 3 แสนบาท ก็ไม่ได้ทำให้สถานะของรัฐบาลดีขึ้น เนื่องจากเกษตรกรเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกจากเดิม 67 ล้านไร่ เป็น 79.76 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มมากขึ้น ขณะที่อินเดีย เวียดนาม พม่า กัมพูชา มีผลผลิตข้าวมากขึ้น และขายแข่งจนไทยตกมาอยู่อันดับ 3 รัฐบาลจึงมีสต๊อกข้าวสูงมาก และยังขาดเม็ดเงินมาจ่ายให้กับชาวนา ประมาณว่าร้อยละ 80 ของชาวนายังไม่ได้รับเงิน โดยมีเงินค้างจ่ายให้กับชาวนาถึง 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่ ธ.ก.ส.เหลือเงินที่จะจ่ายให้เกษตรกรเพียง 5,0006,000 ล้านบาทเท่านั้น

ทางออกของข้าวไทยจะไปทางไหน คงไม่ต้องไปทวงถามหาแชมป์ข้าวเหมือนในอดีต แต่รัฐบาลที่จะเข้ามารับหน้าที่ต่อจะต้องยกเลิกการแทรกแซงราคา อีกทั้งรัฐบาลไม่ควรขายข้าวแข่งกับเอกชน เพราะไม่มีทางที่จะฝืนกลไกตลาด และไทยไม่ได้เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกอีกต่อไป จึงคุมราคาตลาดไม่ได้

รัฐบาลจะต้องยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ที่ถือว่าเป็นโครงการ ที่ฝืนตลาด ยิ่งทำไป ยิ่งเป็นภาระของชาติ เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกข้าว ปี 2555 ลดลงร้อยละ 23.77 เทียบกับปี 2554 และปี 2556 มูลค่าลดลงร้อยละ 31.43 โดย 2 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกข้าวหายไป 103,523 ล้านบาท อีกทั้งตัวเลขการจำนำข้าวของรัฐบาลไม่คุ้มค่าทั้งเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ ปี 2556 คาดว่าจะส่งออกข้าวได้ 135,307 ล้านบาท และปีนี้การส่งออกก็คงใกล้เคียงกัน แต่รัฐบาลตั้งงบจำนำข้าวปี 2557 ถึง 2.7 แสนล้านบาท เปรียบเทียบเท่านี้ก็เห็นแล้วว่า โครงการรับจำนำข้าวควรจะเดินหน้าหรือหยุด หากต้องการช่วยเกษตรกรจริง ควรนำเงินไปช่วยด้านลดต้นทุน เช่น การจัดหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือลดหนี้ครัวเรือน หรือจะแจกเงินฟรีให้กับชาวนาโดยตรง ดีกว่าให้เงินไปอยู่กับโรงสี กลุ่มนายทุน หรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ขณะที่ชาวนากลับจนลง หากไม่เดือดร้อนจริง คงไม่ออกมาเรียกร้องทวงเงินกับรัฐบาลอย่างที่เป็นอยู่...จริงไหมครับ

(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท