
รุ่นใหม่แนะเคล็ดเจาะพันธุมิตรธุรกิจเกาหลีใต้
ดวงใจ จิตต์มงคล
ดวงใจ จิตต์มงคล
ในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี จากเกาหลีใต้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง ดูแลผิว หรืออาหาร มีแนวโน้มทยอยเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น ด้วยรูปแบบการหาพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่นเพื่อหวังพิชิตตลาดผู้บริโภคชาวไทย
ปกรณ์ ศุภวราพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แปซิฟิก คอสเมติก ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ “ดร.จาร์ท” และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วศุ ผู้รับสิทธิการบริหารธุรกิจ (มาสเตอร์แฟรนไชส์) “ร้านอาหารสกูลฟูด” (School Food) จากเกาหลีใต้ ซึ่งอย่างหลังเป็นธุรกิจล่าสุดที่นำเข้ามาทำตลาดในไทย ในฐานะเจ้าของธุรกิจคนรุ่นใหม่บอกว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยยังนิยมผลิตภัณฑ์ หรือบริการจากเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์บริการด้านความงามที่ยังเป็นกระแสหลัก ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารมองว่าน่าจะให้ความนิยมเป็นอันดับรองลงมา ที่ปกรณ์ตัดสินใจสร้างธุรกิจของตัวเองตั้งแต่ 4 ปีก่อน ด้วยการเป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
และเห็นว่าธุรกิจเครื่องสำอางมีความน่าสนใจจากกำลังซื้อในตลาดภายในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตดีต่อเนื่อง และเห็นว่าผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง แบรนด์เกาหลี น่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มสาวๆ ไทยไม่น้อย
หลังจากสำรวจความต้องการของตลาดเครื่องสำอางในไทยได้ราว 6 เดือน และเห็นว่ายังมีศักยภาพการตอบรับสินค้าเครื่องสำอางนำเข้าเป็นอย่างดีอยู่ พร้อมเชื่อว่าการใช้สินค้าภายใต้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักดีในตลาดอยู่แล้ว เพื่อนำเข้ามาทำตลาดในไทยนั้น น่าจะดีที่สุด ซึ่งในช่วงแรกเองได้ทดลองติดต่อไปกับเจ้าของสินค้าเครื่องสำอางเกาหลีหลากหลายแบรนด์ สุดท้ายมาจบที่แบรนด์ “ดร.จาร์ท”
ด้วยเหตุผลตัวผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนเกาหลีอยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะสามารถนำเข้ามาทำให้ติดตลาดในไทยได้ไม่ยาก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกของกิจการครอบครัวที่ลงขันร่วมกับพี่น้อง โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นราว 40 ล้านบาท
สำหรับแนวคิดการทำธุรกิจส่วนตัวครั้งแรกนั้น ปกรณ์ บอกว่า เริ่มมาจากแรงผลักดันที่อยากทำธุรกิจของตัวเองจริงๆ ที่ถือว่าตัวเองค่อนข้างโชคดี ด้วยเป็นลูกหลานคนจีน เห็นภาพการทำการค้ามาแต่เด็กๆ และถูกสั่งสอนมาว่า หากจะทำธุรกิจใดๆ การมีเพื่อนดีถือเป็นกำไร ซึ่งยังรวมไปถึงการมีเครือข่าย และ พันธมิตรธุรกิจ ด้วย จากนั้นไม่นานจึงตัดสินใจเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้เพื่อไปพบกับเจ้าของธุรกิจ “ลีจินวุค” ประธานกรรมการ บริหาร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ดร.จาร์ท ด้วยตัวเอง และใช้เวลาไม่นานนักต่อการสินใจเป็นพันธมิตรธุรกิจร่วมกัน ในฐานะผู้รับสิทธินำเข้าและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง “ดร.จาร์ท” จากเกาหลีใต้เพียงรายเดียวในไทยตั้งแต่ 4 ปีก่อน
ขณะที่ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับดีในไทย โดยทำตลาดในช่องทางขายต่างๆ คือ โฮมช้อปปิ้ง คิดเป็นสัดส่วนการขายหลัก 80% บริการคอลเซ็นเตอร์และในศูนย์การค้าต่างๆ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์ พาราไดซ์ พาร์ค ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต และเดอะมอลล์ รวมถึงในตลาดต่างจังหวัดราว 10 จุด อาทิ ราชบุรี และ แพร่ ราว 20% มียอดขายราว 120 ล้านบาท ในปี 2556 ที่ผ่านมา จากเมื่อปี 2555 อยู่ที่ 70 ล้านบาท
“กลยุทธ์หลักๆ ในการทำธุรกิจร่วมกับคนเกาหลีใต้ คือ ใช้ความเป็นมืออาชีพในการเจรจา จากปัจจุบันคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้สนใจการทำธุรกิจมากขึ้น จากเดิมๆ ที่เคยอาจรับรู้กันมาว่าคนเกาหลีใต้ชื่อเสียงไม่ดี ด้านความซื่อสัตย์ แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว การมีแผนธุรกิจ แผนการเงินที่ครอบคลุมชัดเจน จะเป็นใบเบิกทางที่ดีและที่สำคัญคือการคุยกันแบบตรงไปตรงมา” ปกรณ์ กล่าว
หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจตัวแรกแบรนด์ ดร.จาร์ท แล้ว ในปีที่ผ่านมา ปกรณ์จึงตัดสินใจขยายธุรกิจใหม่ คือ ร้านอาหารเกาหลีใต้ภายใต้แบรนด์สกูลฟูด (School Food) ซึ่งเปิดให้บริการในไทยเป็นอันดับ 7 ของโลก ต่อจากกรุงโซล ลอสแองเจลิส ฮาวาย ญี่ปุ่น จาการ์ตา ฮ่องกง สาขาต่อจากไทย คือ นิวยอร์กและสิงคโปร์ รวมแล้วปัจจุบันมีกว่า 100 สาขาทั่วโลก และ 130 สาขาทั่วเกาหลีใต้
ปกรณ์ ปิดท้ายว่า ธุรกิจใหม่ล่าสุดนี้ ถือว่าต่อยอดมาจากพันธมิตรธุรกิจรายแรก คือ เจ้าของ ดร.จาร์ท ที่เป็นผู้แนะนำให้รู้จักกับ “มิสเตอร์ลี” เจ้าของธุรกิจร้านอาหารสกูลฟูด ซึ่งจุดนี้สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงการรักษาคู่ค้าทางธุรกิจที่ดี ที่จะเป็นใบเบิกทางสำคัญต่อการทำธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างราบรื่นด้วย
และประการสุดท้าย คือ การรักษาชื่อเสียงทางธุรกิจของตัวเองเอาไว้ ที่สามารถนำมาอ้างอิง (Reference) และใช้เป็นทุนทางด้านธุรกิจ หากต้องการขยายการทำตลาดหรือหาพันธมิตรธุรกิจสินค้าบริการใหม่ๆ ได้ต่อไปในอนาคต







