posttoday
อุตฯอาหารดิ้นสู้ต้นทุนสบช่องลงทุนนอกบ้าน

อุตฯอาหารดิ้นสู้ต้นทุนสบช่องลงทุนนอกบ้าน

16 มกราคม 2557

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารไทยเริ่มออกหาช่องทางการลงทุนในตลาดอาเซียน เพื่อประโยชน์ด้านการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตอาหารในเมืองไทยปรับตัวสูงขึ้น วัตถุดิบลดลง ขณะที่สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยได้รับจากประเทศคู่ค้าก็ลดลง

วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ออกไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนมานานกว่า 10 ปีแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลางอยู่ระหว่างการพิจารณาออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งในช่วง 23 ปีข้างหน้าจะเห็นกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางออกไปลงทุนมากขึ้น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้กับไทย การคมนาคมขนส่งสะดวก ผู้ประกอบการจึงมีกำลังเพียงพอที่จะออกไปลงทุนได้ ซึ่งในปี 2557 นี้จะเป็นปีที่มีกลุ่มผู้ผลิตรายกลางออกไปลงทุนและให้ความสำคัญกับอาเซียนอย่างมาก

หากมองในแง่การส่งออกสินค้าในตลาดอาเซียน จัดว่าอาเซียนยังค้าขายระหว่างกันในกลุ่มสินค้าอาหารน้อย เพราะมีสินค้าพื้นฐานที่เหมือนกัน แข่งขันกันยาก ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปมากกว่า ตลาดอาเซียนจึงถูกมองเป็นแหล่งการลงทุนมากกว่าตลาดการส่งออกในสินค้าอาหาร

สำหรับผู้ส่งออกสินค้าที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไปตลาดโลก การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีเทคโนโลยีที่ดี มีตลาดอยู่ในมือแล้ว จึงมีข้อได้เปรียบ ขณะที่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารไทยต้องแข่งขันด้านต้นทุนกับคู่แข่งรายสำคัญอย่างจีนและแอฟริกา ที่มีผู้ประกอบการจากยุโรปเข้าไปลงทุนในประเทศเหล่านี้ค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงต้องรักษาตลาดยุโรปที่มีอยู่ในมือไว้ด้วยการลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้

ขณะที่การผลิตในเมืองไทยค่าแรงสูง วัตถุดิบขาดแคลน อีกทั้งยังมีต้นทุนด้านพลังงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เช่น น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยได้จากคู่ค้าหลัก เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจีเอสพีจากยุโรปได้ถูกตัดไปแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนที่จะลดต้นทุนการผลิตให้มีความได้เปรียบมากกว่าคู่แข่ง

“ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หากผลักดันให้ไปลงทุนไกลก็จะเกินขีดความสามารถที่จะออกไปลงทุนได้ แต่หากเป็นแค่ในประเทศเพื่อนบ้านไทย รายเล็กก็มีศักยภาพเพียงพอจะลงทุนได้ และสถาบันการเงินค่อนข้างสนับสนุนการออกไปลงทุน ซึ่งการขยายธุรกิจแบบนี้จะช่วยสร้างฐานการผลิตของไทยให้ใหญ่ขึ้น”

ด้านทิศทางการผลักดันผู้ประกอบการอาหารไปลงทุน เช่น อุตสาหกรรมประมง พยายามที่จะหาช่องทางในประเทศเพื่อนบ้านที่ติดทะเล เช่น พม่า เพื่อเข้าไปหาแหล่งวัตถุดิบทางการประมง โดยจะพยายามรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้าไปตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในพม่า ผลิตในส่วนที่ต้องใช้แรงงานมาก เช่น ถอดเกล็ดปลา ปอกเปลือกกุ้ง แล้วส่งวัตถุดิบเหล่านั้นเข้ามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าในเมืองไทยที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งจะช่วยลดการจ้างงานแรงงานในประเทศได้ ซึ่งทางกลุ่มอาหารอยู่ระหว่างการดำเนินการเจรจา

อุตสาหกรรมพืชผัก ผลไม้ แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่ประเทศลาว พม่า ซึ่งประเทศเหล่านี้มีพื้นที่เยอะ ธรรมชาติบริสุทธิ์ มีพื้นที่ราบสูงเพื่อปลูกไม้เมืองหนาวได้ โดยการเข้าไปลงทุนควรจะทำสินค้าผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ (ออร์แกนิก) เพราะการทำสินค้าออร์แกนิกจำเป็นต้องใช้แรงงานคนดูแลเป็นจำนวนมาก และเป็นสินค้าที่สามารถขายได้ในราคาสูง รวมทั้งต้องใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมในการผลิต การเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยลดต้นทุนด้านแรงงาน แต่หากจะเข้าไปปลูกแบบธรรมดาไม่จำเป็นต้องออกไปนอกประเทศก็ได้ ส่วนประเทศกัมพูชา กลุ่มโรงสีข้าว น่าจะมีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุนได้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารในเมืองไทยยังมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาขยายธุรกิจน้อย เพราะผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูง และครองตลาดในประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงควรพิจารณาออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง

สำหรับภาคเอกชนนอกจากจะดำเนินการหาช่องทางการลงทุนด้วยตัวเองแล้วยังคงต้องการให้ภาครัฐเร่งเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าของไทย เช่น การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป เพื่อคงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีไว้ รวมทั้งช่วยประสานข้อมูลด้านการลงทุน อำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท