
ธุรกิจมาเลย์อ่วมพิษค่าแรง
กูรูเตือนเสี่ยงรับต้นทุนเพิ่ม60%กดดันรายย่อยผลักภาระให้ผู้บริโภค
กูรูเตือนเสี่ยงรับต้นทุนเพิ่ม60%กดดันรายย่อยผลักภาระให้ผู้บริโภค
เตือนเอสเอ็มอีมาเลเซีย เสี่ยงกระอักพิษต้นทุนแรงงานพุ่ง หลังรัฐลุยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเต็มรูปแบบในปีนี้
ซัมซูดดิน บาร์ดัน คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์นายจ้างมาเลเซีย ออกโรงเตือนว่า บรรดาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แดนเสือเหลือง อาจต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 4060% จากนโยบายการปรับขึ้นอัตราแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาล ซึ่งจะทยอยมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้
“เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแรงงานต่างชาติ เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานต่างชาติบ้างแล้ว และที่สำคัญเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีสัดส่วนการจ้างแรงงานต่างชาติมากที่สุดอีกด้วย” บาร์ดัน ระบุ
บาร์ดัน คาดการณ์ว่าต้นทุนด้านแรงงานต่างชาติของเอสเอ็มอีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 40-60% โดยผู้ประกอบการในภาคการผลิต บริการ ก่อสร้าง และการเพาะปลูก จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลเป็น 900 ริงกิต (ราว 9,000 บาท) ในรัฐบนแหลมมลายู และ 800 ริงกิต (ราว 8,000 บาท) ในรัฐซาบาห์และซาราวัค เริ่มมีผลบังคับในวันที่ 1 ม.ค. สำหรับธุรกิจที่มีแรงงานตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป และจะเริ่มมีผลในวันที่ 1 ก.ค. สำหรับธุรกิจที่มีแรงงานน้อยกว่า 5 คน
“แม้ว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของแรงงานต่างชาติจะมีสัดส่วนสูงกว่าอัตราค่าจ้างของแรงงานในประเทศอยู่แล้ว ทว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะยิ่งส่งผลให้เอสเอ็มอีต้องรับภาระเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องจ่ายอัตราค่าล่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นจากฐานค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง” บาร์ดัน ระบุ
สมาพันธ์นายจ้างมาเลเซีย เตือนอีกว่า ภาระต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ธุรกิจรายย่อยต้องผลักภาระดังกล่าวแก่ผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







