posttoday
เงินลงทุนตรงยังไม่เข้า

เงินลงทุนตรงยังไม่เข้า

16 มกราคม 2557

ตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ล่าสุดเดือน ธ.ค. ที่ออกมาราว 3.2 แสนล้านบาท ทรงตัว +1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มสูง 842% จากเดือน พ.ย. จากการสิ้นสุดนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เฉพาะเดือน ธ.ค. 2556 เดือนเดียวขอรับการส่งเสริมฯ ถึง 270,300 ล้านบาท

ตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ล่าสุดเดือน ธ.ค. ที่ออกมาราว 3.2 แสนล้านบาท ทรงตัว +1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มสูง 842% จากเดือน พ.ย. จากการสิ้นสุดนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เฉพาะเดือน ธ.ค. 2556 เดือนเดียวขอรับการส่งเสริมฯ ถึง 270,300 ล้านบาท

แต่ปีนี้คาดว่าจะชะลอตัวด้วยปัจจัยการสิ้นสุดการส่งเสริมและสถานการณ์การเมืองทำให้ทุนชะลอการลงทุนในไทย

ตัวเลขยอดขอรับการส่งเสริมทั้งปีเท่ากับ 1.1 ล้านล้านบาท (สูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 1 ล้านล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่น้อยกว่าที่โบรกเกอร์คาด) ยอดขอรับการส่งเสริมฯ เพิ่มขึ้นในเดือน ธ.ค. ทั้งที่ยอดขายที่ดินของบริษัทในกลุ่มนิคมฯ มีเพียงบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ที่ใกล้เป้าหมายของบริษัท (หลังปรับเป้าเป็นครั้งที่ 3) โดย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) (ก่อนปรับเป้าลง) และบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA)) ค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเทียบกับเป้าทั้งปี

ยอดขอรับการส่งเสริมนับว่าแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเข้ามาลงทุนโดยตรงในไทยมากที่สุดเท่ากับ 54% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด (เน้นไปยังธุรกิจผลิตภัณฑ์โลหะและยานยนต์ & ชิ้นส่วน) รองลงมาเป็นจีน แต่มูลค่าเงินลงทุนของญี่ปุ่นใหญ่เป็น 6.6 เท่าของเงินลงทุนจากจีน

• กิจการที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนมากขึ้น คือ กิจการ บริการและสาธารณูปโภคจำนวน 849 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 522,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รองมาเป็นกิจการในกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 448 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 254,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกิจการหมวดเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 362 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 122,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

• กิจการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนลดลง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 285 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 101,900 ล้านบาท ลดลง 39%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 174 โครงการ มูลค่ารวม 4.92 หมื่นล้านบาท ลดลง 72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กิจการกลุ่มเหมืองแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน จำนวน 40 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 4.37 หมื่นล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมเบา จำนวน 79 โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.58 หมื่นล้านบาท ลดลง 50% จากปีที่ผ่านมา

แนวโน้มปี 2557 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)คาดว่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอจะชะลอลง หลังจากขอรับการส่งเสริมฯ ไปมากในช่วงปี 25552556 เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งทางผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายบริษัทประเมินว่าลักษณะคล้ายนโยบายประชานิยมโครงการรถคันแรก คือ ดึงความต้องการในการลงทุนไปใช้มากแล้วใน 2 ปีก่อน เมื่อมาถึงปี 2557 อุปสงค์ก็จะน้อยลง โดยโครงการลงทุนที่ยังสนใจเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี) เช่น

กลุ่มยานยนต์ (อีโคคาร์ เฟส 2–ทาง BOI เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 และต้องเริ่มผลิตภายในปี 2562 โดยยังเปิดทางให้ผู้ผลิตในเฟสแรกยื่นขอขยายกำลังการผลิตได้โดยมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท) พลังงานทดแทน การขนส่งทางอากาศ ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร เป็นต้น นอกจากนั้นปัญหาการเมืองก็กระทบความเชื่อมั่นในการลงทุน และมีผลต่อการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เนื่องจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะล่าช้าออกไป

สำหรับการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอของนักลงทุนต่างชาติในปี 2556 ได้ส่งผลดีต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่ขยายตัวดีในเชิงกลยุทธ์หุ้นเด่น คือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ที่ทำให้ทำให้ขายที่ดินของกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น/อยู่ในระดับสูงในปี 2555-2556 รวมถึงมียอดขายที่ดินรอรับรู้รายได้จำนวนมากที่รอรับรู้รายได้ในปี 2557 แต่ในส่วนของยอดขายที่ดินใหม่ในปี 2557 มีโอกาสชะลอตัวลง ทั้งจากที่ซื้อไปมากในช่วง 2 ปีก่อน และจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในด้านแนวโน้มผลประกอบการปี 2557 ฝ่ายวิจัย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่ากำไรสุทธิของ AMATA จะลดลง 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ HEMRAJ อ่อนลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิของ ROJNA เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและกำไรสุทธิของ

WHA เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรวมนับว่าไม่ได้โดดเด่นนัก ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์จึงให้น้ำหนักการลงทุนเป็นเพียงปกติ หุ้นเด่น คือ WHA (เติบโตต่อเนื่องจากการขยายธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าและโซลาร์รูฟบริษัทมีที่ดินผืนใหญ่รอการพัฒนาทั้งในกรุงเทพฯ (บางนา) และต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทในระยะยาว จ่ายปันผลสูง คาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลปี 2556-2557 เท่ากับ 5.7% และ 6% ตามลำดับ แนะนำซื้อราคาพื้นฐาน 45.30 บาท n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท