
ผู้เด็ก
เนื่องจากวันเด็กแห่งชาติของไทยเมื่อวันเสาร์ที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ค่อนข้างจะเงียบเหงาไปพอสมควรจากสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน คอลัมน์วันพุธนี้ผมจึงขอพาทุกท่านไปรอคอยความสุขสันต์กับงานวันเด็กของชาติอื่นๆ ในอาเซียนแทน
เนื่องจากวันเด็กแห่งชาติของไทยเมื่อวันเสาร์ที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ค่อนข้างจะเงียบเหงาไปพอสมควรจากสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน คอลัมน์วันพุธนี้ผมจึงขอพาทุกท่านไปรอคอยความสุขสันต์กับงานวันเด็กของชาติอื่นๆ ในอาเซียนแทน
หากเปรียบเทียบกันในอาเซียน ในแต่ละปีนั้นไทยจะฉลองวันเด็กกันก่อนเป็นชาติแรกในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ม.ค. ก่อนจะกระโดดไปกลุ่มประเทศที่เคยปกครองแบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ในวันที่ 1 มิ.ย. ขณะที่ประเทศอื่นๆ กระจายไปครึ่งหลังของปี ได้แก่ อินโดนีเซีย 23 ก.ค. สิงคโปร์ ศุกร์แรกของเดือน ต.ค. มาเลเซีย วันเสาร์ที่ 4 ของเดือน ต.ค. และปิดท้ายด้วยฟิลิปปินส์ 20 พ.ย.
มองกันโดยภาพรวมทั่วไป แต่ละประเทศก็มี “พิธีกรรม” ในวันเด็กคล้ายคลึงกัน คือ จัดงานเทศกาล นิทรรศการ แจกขนม ของกิน ของเล่น ของใช้ เล่นเกม ประเทศไหนที่วันเด็กตรงกับวันธรรมดาก็อาจมีการงดการเรียนการสอนด้วย บางประเทศ เช่น สิงคโปร์ ต่างออกไปหน่อยตรงที่มีจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติแยกกันเป็นกิจจะลักษณะ ปล่อยให้วันเด็กเป็นงานของเด็กอนุบาลและประถมเท่านั้น
ต่างออกไปอย่างชัดเจนที่สุดในขณะนี้ เห็นจะเป็นฟิลิปปินส์ที่เพิ่งออกกฎหมายกำหนดวันเด็กแห่งชาติเป็นวันที่ 20 พ.ย.อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา
จุดมุ่งหมายในการให้วันที่ 20 พ.ย.เป็นวันเด็กในครั้งนี้ เพื่อให้วันเด็กกลายเป็นวันที่ทุกคนลุกขึ้นมาช่วยกันปกป้อง “สิทธิเด็ก” ให้เทียบเท่ากับ “สิทธิของผู้ใหญ่”
วุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์ ระบุว่า ยังมีเด็กไร้ที่อยู่อาศัย เด็กข้างถนนจำนวนหนึ่งให้พบเห็นอยู่เสมอในฟิลิปปินส์ เป็นความล้มเหลวของผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็ก และให้เด็กต้องพบกับความเจ็บปวดเช่นนี้ ต่อไปวันเด็ก จึงต้องการให้เป็นวันเพิ่มความตระหนักรับรู้ของการปกป้องสิทธิเด็กฟิลิปปินส์ด้วย
ธรรมเนียมวันเด็กของฟิลิปปินส์ แตกต่างจากหลายประเทศขึ้นไปอีก ตรงที่มีเป้าหมายให้วันเด็กเป็นวันสำหรับครอบครัว ชุมชน และภาครัฐ หันมาดำเนินการเปลี่ยนแปลงเพื่อเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความต้องการ แสดงความกังวลที่พวกเขามีต่อผู้ใหญ่
เป็นวันที่ “ผู้เด็ก” ได้แสดงพลังต่อ “ผู้ใหญ่” อย่างแท้จริง
หันกลับมามองประเทศไทย นอกจากพิธีกรรมต่างๆ ที่ทำเฉกเช่นประเทศอื่นแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราทำมากกว่าประเทศอื่น นั่นคือ การ “เล่นแร่แปรคำ” นำคำสวยๆ หรูๆ เดิมๆ ซ้ำๆ เช่น เด็กดี สามัคคี มีวินัย ใฝ่รู้ คู่คุณธรรม ยึดมั่นในหน้าที่ มาสลับที่กันไปมาแต่ละปี เพื่อออกมาเป็นประโยคใหม่เรียกว่า “คำขวัญวันเด็ก” ให้เด็กๆ จำ เพื่อลืม
จุดมุ่งหมายของการมีคำขวัญวันเด็กนั้น แง่หนึ่งอาจมองได้ว่า ผู้ใหญ่พยายามจะสื่อสารไปให้เด็กๆ รับทราบว่า เด็กควรจะเติบโตเป็น “อนาคตของชาติ” แบบไหน ในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นคำถามสะท้อนกลับไปว่า แล้วผู้ใหญ่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กในเรื่องนั้นๆ หรือไม่ ทำหน้าที่ “ปัจจุบันของชาติ” ให้ดีแล้วหรือยัง หรือที่มีคำขวัญให้เด็กแบบนั้น เพราะตัวเองทำไม่ได้ และไม่พยายามจะทำ จึงต้องรอคอยคนในอนาคตมาทำ
บางที “ผู้เด็ก” อาจจะอยากเขียนคำขวัญไปให้ “ผู้ใหญ่” ปฏิบัติเช่นเดียวกัน







