posttoday
เกาะกระแสสุขภาพกับ ObamaCare (ตอนจบ)

เกาะกระแสสุขภาพกับ ObamaCare (ตอนจบ)

15 มกราคม 2557

กลุ่มจัดการกองทุน

กลุ่มจัดการกองทุน

จากบทความตอนที่แล้ว ที่กล่าวถึงกฎหมายประกันสุขภาพที่มีชื่อว่า The Patient Protection & Affordable Care Act (PPACA) หรือที่เรารู้จักกันในนามของ ObamaCare ว่ามีความ เป็นมาอย่างไร สำหรับบทความในตอนนี้จะเล่าถึงสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้โดยสังเขป และมุมมองของ บลจ.บัวหลวง ต่อธุรกิจในอุตสาหกรรม Health Care

สาระสําคัญของกฎหมายปฏิรูปการประกันสุขภาพโดยสังเขป มีดังนี้

lบังคับให้คนอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพต้องซื้อประกันสุขภาพ มิเช่นนั้นจะถูกเก็บภาษี (Individual Mandate)

lบังคับให้นายจ้างทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพให้กับลูกจ้างประจำทุกคน มิเช่นนั้นจะต้องเสียภาษี (Employer Mandate)

lบังคับให้บริษัทประกันสุขภาพจ่ายสัดส่วนการรักษาพยาบาล 85% สําหรับผู้ทําประกันที่เป็นกลุ่มที่มีมากกว่า 50 คนขึ้นไป และ 80% สําหรับกลุ่มที่น้อยกว่า 50 คน หรือผู้ทำประกันเป็นรายบุคคล

lบริษัทประกันสุขภาพไม่สามารถปฏิเสธการรับประกันคนที่ป่วยเป็นโรคเดิมอยู่ก่อน (Preexisting conditions) และห้ามมิให้บริษัทประกันสุขภาพคิดเบี้ยประกันของผู้หญิงสูงกว่าของผู้ชาย

lมีการจัดตั้งตลาดประกันสุขภาพใหม่ (Health Insurance Marketplaces) สำหรับแต่ละรัฐ เพื่อให้บริษัทประกันต่างๆ เข้ามาแข่งขันกัน ซึ่งจะให้คำแนะนำและจัดเตรียมรูปแบบประกันสุขภาพที่หลากหลายให้กับประชาชนได้สามารถเลือกซื้อตรงกับความต้องการและเหมาะสมกับงบประมาณ

lครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

lได้รับเครดิตภาษีคืน (Tax Credit) เป็นเงินอุดหนุน สำหรับบุคคล หรือครอบครัวที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง และธุรกิจขนาดเล็ก

ObamaCare ไม่ได้ไปแทนที่ประกันสุขภาพส่วนบุคคล แต่จะช่วยสนับสนุนและขยายความคุ้มครองให้กับผู้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนี้

Medicaid

ขยายเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากเดิม ซึ่งจะช่วยให้คนอเมริกันสามารถเข้าถึงประกันสุขภาพได้เพิ่มขึ้นอีก 21.3 ล้านคน ภายในปี 2022 คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของคนไม่มีประกันสุขภาพทั้งหมดในปัจจุบัน โดยขอบเขตของการขยายสิทธิจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของครอบครัว ถิ่นที่อยู่อาศัย อายุของผู้ทำประกัน เป็นต้น

Medicare

มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากเดิม เช่น ครอบคลุมการดูแลสุขภาพ เชิงป้องกันฟรี (Preventive Care) เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และได้ส่วนลด 50% เมื่อซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ สำหรับ Brand Name Drugs และ 14% สำหรับ Generic Drugs

อย่างไรก็ตาม ObamaCare ได้รับการคัดค้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหลายฝ่าย ทั้งจากพรรครีพับลิกัน และกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยม เพราะเห็นว่า ObamaCare เข้ามาริดรอนสิทธิเสรีภาพของตนในการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ อีกทั้ง ObamaCare ทำให้รัฐต้องเก็บภาษีกับประชาชนมากขึ้นเพื่อนำเงินมาสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ประชาชนอเมริกันจำนวน ไม่น้อยโดยเฉพาะคนที่มีฐานะร่ำรวยต้องเสียภาษีมากขึ้น ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นการไม่ยุติธรรม และอาจมีผลกระทบอย่างอื่นที่อาจตามมา เช่น การขาดแคลนแพทย์ เพิ่มหนี้ให้รัฐบาล ต้องรอการรักษาพยาบาลนาน เป็นต้น

แน่นอนว่า ประชาชนอเมริกันทุกคนจะได้รับประโยชน์จาก ObamaCare โดยคนที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง จะสามารถเข้าถึงประกันสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ผ่านตลาดประกันสุขภาพในรัฐของตน หรือการขยายผู้มีสิทธิในโครงการ Medicaid ส่วนคนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองใหม่ได้ จากการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) ฟรี เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีนป้องกันโรค เป็นต้น

แม้ว่า ObamaCare จะทำให้บริษัทผู้ผลิตยา และธุรกิจที่ให้บริการด้านสุขภาพต่างๆ เช่น โรงพยาบาล บริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ มีภาระภาษีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ภาษี Brand Name Drugs ภาษีเครื่องมือแพทย์ (Medical Device Tax) เป็นต้น ทำให้ต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นช่วง Patent Cliff ของอุตสาหกรรมยา คือช่วงที่สิทธิบัตรของตัวยาที่มีชื่อเสียงกำลังจะหมดอายุในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้มีคู่แข่งที่สามารถผลิต Generic Drugs ได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยาจะได้รับอานิสงส์บวกจากการขยายขนาดของผู้มีสิทธิเข้าถึงประกันสุขภาพและการบริการด้านสุขภาพ อีกกว่า 33 ล้านคน ในปี 2022 โดย Londonbased Global Data คาดการณ์ว่า จะทำให้อุตสาหกรรมยามีมูลค่าตลาดสูงขึ้นกว่า 33% ในปี 2020 เป็น 476 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 359 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012

ทั้งนี้ กองทุนบัวหลวง ยังเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรม Health Care ยังคงมีบทบาทสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจโลก และมีส่วนสำคัญในการกำหนดงบประมาณภาครัฐของประเทศต่างๆ ที่พรรคการเมืองจำเป็นต้องสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน ดังนั้น Health Care Sector จึงยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่าหุ้นในกลุ่ม Health Care จะเป็น “Super Sector” ในทศวรรษนี้ โดยมีความน่าสนใจในการลงทุนระยะยาว เนื่องจากได้รับประโยชน์จากสัดส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่ม Baby Boomer ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ซึ่งคนกลุ่มนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงสูงวัยพร้อมๆ กัน และกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพต้องขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว อีกทั้งจะได้ประโยชน์จากโรคร้ายและโรคซับซ้อนที่มีมากขึ้น รวมถึงสภาวะแวดล้อมและสาธารณูปโภค เช่น มลพิษทางน้ำและอากาศ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนเป็นหนึ่งในประเด็นซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญมากที่สุด ดังที่ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนมากให้ความสนับสนุนทางนโยบายประกันสุขภาพอย่างมาก เพื่อให้ประชากรมีโอกาสเข้าถึงและใช้บริการทางสุขภาพขั้นพื้นฐานได้(ตอนจบ)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท