
พิษม็อบปิดกรุงยอดอาหารพุ่ง-ก่อสร้างวูบ
“หากการปิดกรุงเทพฯ และการชุมนุมการเมืองยืดเยื้อจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยถดถอย คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีปีนี้จะไม่เติบโต หรือโตไม่ถึง 3%”
“หากการปิดกรุงเทพฯ และการชุมนุมการเมืองยืดเยื้อจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยถดถอย คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีปีนี้จะไม่เติบโต หรือโตไม่ถึง 3%”
นั่นเป็นคำกล่าวของ พิพัฒน์ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ พร้อมกับระบุว่า ขณะนี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมปังฟาร์มเฮ้าส์มียอดขายเติบโตดี เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมซื้อกินในช่องทางร้านสะดวกซื้อ แต่หากความรุนแรงมีเพิ่มขึ้น เชื่อว่าผู้บริโภคถึงจะซื้อกักตุน ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการซื้อผิดปกติเพื่อกักตุนแต่อย่างใด
สุวัฒน์ ทรงพัฒนะโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด ผู้บริหารร้านเชสเตอร์ กล่าวว่า การปิดกรุงเทพฯ เป็นวันที่สองพบว่า ยอดขายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด “เชสเตอร์” ในย่านราชประสงค์ เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับวันแรก แต่ยังเป็นยอดขายที่เติบโตมากกว่าปกติ เนื่องจากจำนวนผู้ชุมนุมลดลง โดยเฉพาะกลุ่มทำงาน ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายเชสเตอร์จะอยู่ในระดับนี้หรือไม่ลดลง หากเหตุการณ์ยืดเยื้อ 1 สัปดาห์ บริษัทได้เตรียมสต๊อกวัตถุดิบไว้รองรับ 10 วัน และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากวัตถุดิบสาขาในพื้นที่ชุมนุมขาดแคลน
รายงานการสำรวจศูนย์การค้าในย่านราชประสงค์ บรรยากาศศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งใกล้กับพื้นที่การชุมนุม เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณลูกค้าที่เข้ามาภายในศูนย์ลดลงแตกต่างจากวันปิดกรุงเทพฯ วันแรกอย่างเห็นได้ชัด
เหล่าบรรดาธุรกิจภายในศูนย์การค้าเริ่มได้รับผลกระทบจากการปิดกรุงเทพฯ วันที่สอง พนักงานร้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่แจ้งว่ายอดขายเริ่มลดลง เมื่อเทียบกับปิดกรุงเทพฯ วันแรกยอดขายเติบโตดี ส่วนธุรกิจสกินแคร์นำเข้า พนักงานภายในร้านแจ้งยอดขายว่าไม่ถึง 1 หมื่นบาท จากวันแรกมียอดขายกว่า 1 หมื่นบาท เมื่อเทียบกับภาวะปกติยอดขายสูงถึง 56 หมื่นบาทต่อวัน
ในส่วนร้านรองเท้านำเข้าที่จัดลดโปรโมชั่นลดลง 50% พนักงานแจ้งยอดขายว่า ยอดขายไม่ถึง 1 แสนบาท แตกต่างจากวันแรกยอดขายยังแตะกว่า 1 แสนบาท ถือว่าลดลงไปเกือบ 50% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ ขณะที่ร้านเสื้อผ้านำเข้าลดราคา 5070% ยอดขายกลับโต 30% มาจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาซื้อสินค้า หากเทียบกับวันแรก พนักงานแจ้งว่ามีแต่ผู้ชุมนุมมาเดินแต่ไม่ได้ซื้อสินค้า และทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมาช็อปปิ้งในศูนย์การค้า
ด้านอาหารญี่ปุ่น พนักงานแจ้งว่ายอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด และด้วยการปิดบริการเร็วกว่าปกติ 3 ชั่วโมง ช่วงเวลาการขายสั้นลงยิ่งได้รับผลกระทบ หลังจากก่อนนี้ ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น กล่าวว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ในย่านค้าปลีกราชประสงค์ ได้รับการตอบรับที่ดี ทุกสาขามีผู้มารอต่อคิวเข้าร้านแน่นทุกช่วงเวลา
สาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการ สายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร กล่าวว่า ผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้ออย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายเพื่อซื้อวัสดุก่อสร้างไปใช้ปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน ทั้งที่ในช่วงเวลานี้ถือเป็นหน้าการขายแล้ว
“วัสดุก่อสร้างชะลอตามไปด้วย เพราะคนไม่ค่อยปรับปรุงซ่อมแซม ตลาดต่างจังหวัดจากเดิมที่คาดว่าจะดีขึ้นจากภาคการเกษตรที่จะขยายตัวจากนโยบายจำนำข้าวของภาครัฐก็ไม่เป็นดังคาด คงจะต้องปรับเพื่อมุ่งตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนมากขึ้น” สาธิต กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทต้องพิจารณาสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อาจจะหันมาเพิ่มสัดส่วนการส่งออกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในบริเวณตะเข็บชายแดน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนมากขึ้นเนื่องจากวัสดุก่อสร้างนั้นเป็นสินค้าที่มีน้ำหนัก การส่งออกไกลๆ จะมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออก 1013% แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15%
“ภาคส่งออกจะได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ประมาณ 3233 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่การปรับตัวเพื่อเน้นตลาดส่งออก ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที เพราะปัญหาในประเทศมีหลายประการ เช่น การจะหารถบรรทุกสินค้าไปยังท่าเรือนั้น หาได้ยากขึ้น รวมไปถึงจะมีการปิดเส้นทางที่จะส่งผลกระทบกับระยะเวลาในการจัดส่งได้” สาธิต กล่าว







