
หอฯญี่ปุ่นชี้ลงทุนป่วน
หอการค้าญี่ปุ่นฯ ชี้ หากการเมืองยื้อ กระทบแผนลงทุนบริษัทญี่ปุ่นระยะยาว
หอการค้าญี่ปุ่นฯ ชี้ หากการเมืองยื้อ กระทบแผนลงทุนบริษัทญี่ปุ่นระยะยาว
นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในฐานะรองประธาน หอการค้าญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ (เจซีซี) เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันในกลุ่มถึงสถานการณ์ทางการเมืองในไทยปัจจุบัน หากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อจะส่งผลต่อการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในระยะยาว และกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ รวมถึงอาจกระทบต่อแผนลงทุนของบริษัทจากญี่ปุ่นในอนาคต ซึ่งอาจมีผลกระทบตามมา
ทั้งนี้ แม้ช่วง 23 ปีไทยจะเจอกับอุทกภัยใหญ่ปลายปี 2554 ที่รุนแรง แต่ประเทศไทยก็สามารถแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทุกด้านให้ทั่วโลกได้เห็น แต่ในสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ส่วนตัวรู้สึกเสียดายที่ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของญี่ปุ่นที่มีต่อไทย จึงอยากให้ปัญหาสิ้นสุดโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมแผนสำรองรับมือสถานการณ์การเมือง โดยย้ายหน่วยงานที่ต้องติดต่อกับผู้แทนจำหน่ายที่อยู่ที่สำนักงาน ถนนวิทยุ บางส่วนไปที่สำนักงาน อ.สำโรง เพื่อความ ต่อเนื่องธุรกิจ พร้อมจัดที่พักให้พนักงานใกล้สถานที่ทำงาน เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางไม่สะดวก
“เราเฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน โดยแน่นอนว่าเรายังคงเดินหน้าแผนผลิตและการตลาดแบบปกติต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบด้านยอดขายและแผนเปิดตัวใดๆ ของบริษัท” นายทานาดะ กล่าว
นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวถึงแผนการขึ้นสู่แชมป์ยอดขายรถยนต์นั่งของบริษัทในปี 2557 หลังปี 2556 ที่บริษัทตกเป็นอันดับ 2 ว่า ปีนี้บริษัทจะทวงแชมป์คืน ด้วยการออกรถรุ่นใหม่ และทำตลาดรายภูมิภาคในปีนี้ผลิตภัณฑ์รถยนต์นั่งของบริษัททั้ง ยาริส, วีออส, อัลติส, คัมรี่ ที่มีความสดใหม่ รวมถึงนโยบายในการทำการตลาดรายภูมิภาครายจังหวัดแม้กระทั่งการเจาะลึกไปถึงโชว์รูมในฐานะบริษัทแม่จะมีการสนับสนุนทุกด้านโดยมั่นใจว่าจะสามารถกลับมาเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวรถยนต์ “โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่” โดยตั้งเป้าหมายก่อนเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองไว้ที่ 4,000 คันต่อเดือนและยังไม่มีการปรับเป้าหมายแต่อย่างใด และเตรียมการส่งออกในสัดส่วน 42% หรือประมาณ 4 หมื่นคัน ของกำลังการผลิตรวมไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย, ตะวันออกกลาง, อเมริกาใต้ และในสัดส่วน 58% เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย
นอกจากนั้น หากเมื่อเทียบกับปี 2553 ในการเปิดตัวรุ่นดังกล่าว ในสถานการณ์ตลาดรถยนต์รวม 1.43 ล้านคัน มียอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ 5 หมื่นคันต่อปี ขณะที่การเปิดตัวในปี 2557 ตลาดรถยนต์รวมจะอยู่ในระดับ 1.2 ล้านคัน จึงมองว่าน่าจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ในระดับดังกล่าว







