posttoday
รัฐบาลใดบริหารไม่โปร่งใส รัฐบาลนั้นจะถูกต่อต้าน

รัฐบาลใดบริหารไม่โปร่งใส รัฐบาลนั้นจะถูกต่อต้าน

15 มกราคม 2557

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็คือการใช้เสียงข้างมากตัดสินใจและเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารที่เป็นรัฐบาลรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อให้รัฐบาลทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ยอมฟังเหตุผลของเสียงข้างน้อยและกลุ่มพลังทางสังคมที่คัดค้านหรือเสนอแนะ ซึ่งเป็นต้นเหตุนำมาสู่ความขัดแย้งของคนในสังคมตามมา

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็คือการใช้เสียงข้างมากตัดสินใจและเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารที่เป็นรัฐบาลรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อให้รัฐบาลทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ยอมฟังเหตุผลของเสียงข้างน้อยและกลุ่มพลังทางสังคมที่คัดค้านหรือเสนอแนะ ซึ่งเป็นต้นเหตุนำมาสู่ความขัดแย้งของคนในสังคมตามมา

กรณีตัวอย่างการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย โดยการเร่งรีบให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ที่มีวาระซ่อนเร้นการล้างผิดต่างๆ มากมาย เป็นที่มาของความขัดแย้งและนำมาสู่การชุมนุม การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการเปิดทางให้นักการเมือง ญาติ และเครือข่ายนักการเมืองลงสมัคร สว.ได้ โดยใช้พฤติกรรมของ สส.เสียงข้างมากกระทำการอย่างไม่เหมาะสม ขาดหลักธรรมาภิบาล เช่น การที่ สส.ไปเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน หรือมีการปกปิดการแก้ไขข้อความในร่าง เป็นต้น

ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงลงเอยด้วยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นการรวบอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่อเจตนาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ถ่วงดุล

ผมเข้าใจว่า หลายฝ่าย หลายกลุ่มในสังคมไทยกำลังมองรัฐบาลเสียงข้างมากว่ากำลังทำอะไร เพื่อประโยชน์ใคร โดยเฉพาะความคิดของฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจพรรคการเมืองสามารถควบคุมกลไก สส.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติให้กระทำการตามที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายรัฐบาลสั่งการ และกำลังก้าวสู่การแทรกแซงส่วนที่เหลือ นั่นก็คือ การควบคุม สว.และองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเหตุที่มาของวาระซ่อนเร้นของเบื้องหลังการแก้ไขที่มาของ สว.กับการหาหนทางควบคุมหรือชอนไชศาล นั่นก็คือ “ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ” เราจึงมักเห็นพฤติกรรมการออกมาปฏิเสธการไม่ยอมรับอำนาจการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยๆ หรือออกมาข่มขู่ศาลเพื่อกดดันการวินิจฉัยอยู่เป็นระยะๆ แม้กระทั่งองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลในโครงการต่างๆ ก็มักจะออกมาโวยวายข่มขู่เช่นเดียวกัน

เราจึงเห็นว่า การบริหารงานของรัฐบาลเสียงข้างมากในปัจจุบันมีหลายโครงการที่ส่อถึงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาว่าส่อไปในทางทุจริต และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ที่ศาลปกครองสูงสุดบอกให้ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่รัฐบาลรักษาการในปัจจุบันกระทำโดยอาศัยเสียงข้างมาก จะอยู่ในความสนใจของประชาชนที่จะไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป โดยเฉพาะการคอยตรวจสอบการบริหารของรัฐบาล

ผมเข้าใจว่า การชุมนุมประท้วงขับเคลื่อนของกลุ่ม กปปส.และกลุ่มพลังทางสังคมเพื่อปิดกรุงเทพฯ ก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง เพราะการเมืองก้าวมาถึงจุดวิกฤตศรัทธา แม้ว่าจะมีการอ้างเสียงข้างมาก แต่ก็ขาดความชอบธรรมหรือความน่าเชื่อถือในพฤติกรรมที่ส่อไปถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน

ผมเข้าใจว่า การที่ประชาชนออกมาประท้วงร่วมกับกลุ่ม กปปส.ของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม เพื่อแสดงให้รัฐบาลรักษาการเห็นว่าพวกเขาทนไม่ได้กับกลไกและระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงออกมาเรียกร้องให้ “ทำการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง” เพราะหากเดินหน้าเพื่อการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 โดยไม่มีการปฏิรูปการเมือง เขากลัวว่าจะเข้าลักษณะวัฏจักรเดิมๆ ของการเมืองไทย

ผมไม่แน่ใจนักว่า รัฐบาลรักษาการจะมี ความเข้าใจในข้อเรียกร้องและปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้หรือไม่ เพราะหากมีความเข้าใจก็จะสามารถแก้ไขปัญหายุติความขัดแย้งลงได้ โดยเฉพาะการยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และยอมรับผิดชอบและขอโทษประชาชน มากกว่าที่รัฐบาลจะใช้วิธีโต้ตอบในหลายประเด็น เช่น การกลับไปอ้างว่าองค์กรอิสระเข้าแทรกแซงทั้งๆ ที่รัฐบาลกระทำในสิ่งที่ส่อถึงความไม่โปร่งใส การดูถูกผู้ชุมนุมว่าบางส่วนเป็นผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งการละเลยการดูแลควบคุมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพื่อมิให้เกิดความรุนแรง แต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง และสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรงโดยการให้ท้ายตำรวจ กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นๆ เข้ามาก่อกวน และโยนประเด็นให้มือที่สามว่าเป็นผู้สร้าง ความรุนแรง ทั้งๆ ที่รัฐบาลอาจจะรู้เห็นเป็นใจ

ผมขอชมเชยปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ และข้าราชการของกระทรวงที่ออกมายืนอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคำพูดของปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่บอกว่า “ผมเชื่อว่าถ้านำโดยไม่มีธรรมาภิบาล พวกเราไม่ยอมอยู่แล้ว”

ผมเข้าใจว่า “รัฐบาลใดก็ตาม แม้ว่าจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเด็ดขาดก็ตาม แต่ถ้าการบริหารงานส่อถึงพฤติกรรมไปในทางไม่โปร่งใส รัฐบาลนั้นก็จะถูกกลุ่มพลังทางสังคมออกมาคัดค้านและต่อต้าน” อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยก้าวมาถึงจุดนี้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลรักษาการจะต้องทำความเข้าใจและหาแนวทางยุติความขัดแย้ง เพื่อก้าวไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองที่เป็นจุดร่วมของคนในสังคม

ผมจึงมีข้อเสนอว่า การปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า โดยให้รัฐบาลร่วมปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายเพื่อหาแนวทางเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ออกไป อันจะช่วยลดความขัดแย้งลงมากกว่าที่จะเดินหน้าเลือกตั้งในวันดังกล่าว เพราะหลายฝ่ายมองเห็นปัญหาทั้งปัญหาความขัดแย้งและอุปสรรคต่างๆ ในการเลือกตั้งอีกมากมาย

ที่สำคัญ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรักษาการก็ควรจะแสดงความกล้าหาญที่จะประกาศไม่รับการเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยจะให้พรรคการเมืองอื่นช่วยเป็นคนกลางในการเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปการเมือง และให้กลุ่มพลังทางสังคมต่างๆ เป็นผู้ร่วมกันเข้ามาเป็น “คณะกรรมการสภาปฏิรูปการเมือง” เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองที่มีระยะเวลาไม่เกิน 10 เดือน แล้วทำการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือจะทำตามที่กลุ่ม กปปส.เสนอว่าให้นายกรัฐมนตรีรักษาการลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ แล้วให้มีการเสนอนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปการเมืองในห้วงระยะเวลาเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท