posttoday
รีดเงินรัฐวิสาหกิจแก้วิกฤตรายจ่ายประเทศ

รีดเงินรัฐวิสาหกิจแก้วิกฤตรายจ่ายประเทศ

15 มกราคม 2557

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าการเก็บรายได้ของรัฐบาลไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2557 ยังเกินเป้า ตามที่กระทรวงการคลังประกาศออกมาว่าเก็บรายได้สุทธิจำนวน 5.04 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.34 หมื่นล้านบาท

รายได้ที่เก็บได้เกินมาจากภาษีสุราและภาษีเบียร์ของกรมสรรพสามิต เกินเป้าประมาณ 8,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสุราเมื่อปลายปีที่ผ่านมา การเก็บภาษีบุคคลธรรมดาเกินเป้า 3,000-4,000 ล้านบาท และยังมีการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่เกินเป้าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงการส่งรายได้ของกรมธนารักษ์อีกประมาณ 8,000 ล้านบาท

แต่ทว่าผลงานเกินเป้าไม่ได้การันตีว่าการเก็บรายได้ของประเทศในช่วงที่เหลืออีก 9 เดือน หรือ 3 ไตรมาส จะไปได้สวย

ในทางตรงข้ามกันมีสัญญาณตกอยู่ในวิกฤตเก็บได้ต่ำกว่าเป้า จากสาเหตุสำคัญการชะลอตัวของเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า ทั้งปี 2556 ที่คลังคาดว่าจะโตได้แค่ 2.8% ต่อปีเท่านั้น จากที่ประมาณการเดิม 56% ส่วนปี 2557 คาดว่าจะโตได้ 4% ต่อปี แต่จากพิษปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้เศรษฐกิจปีนี้เสี่ยงโตไม่ถึง 3% ต่อปี เหมือนกับปีที่ผ่านมา

เศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหวกระทบกับการเก็บรายได้ของประเทศโดยตรง เพราะการเก็บรายได้ในแต่ละปีประมาณการจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศไปไม่ถึงเป้า ทำให้รายได้ของประเทศไปไม่ถึงฝั่งเป็นเงาตามกันอย่างหลีกหนีไม่ได้

ก่อนหน้านี้ บิ๊กกระทรวงการคลังทั้งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมภาษี ก็ตั้งโต๊ะแถลงว่าการเก็บรายได้ของประเทศปีงบประมาณจะไปไม่ถึงเป้า 2.25 ล้านล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอและวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้การบริโภคและการลงทุนของประเทศชะงัก ส่งผลให้การเก็บภาษีหด

เมื่อลงไปในรายละเอียดของกรมสรรพากรที่เก็บรายได้เป็นสัดส่วน 80% ของรายได้ประเทศ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยตรง แม้ว่าไตรมาสแรกยังเก็บภาษีได้เกินเป้าอยู่ประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่ก็มีสัญญาณร้ายจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตกลงอย่างมาก จากทั้งการบริโภคภายใน และการนำเข้าที่หดตัว รวมถึงการลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ทำให้กรมสรรพากรสูญเงินภาษีเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่กรมสรรพากรจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า

ในส่วนของกรมสรรพสามิต ผ่านไตรมาสแรกก็เก็บภาษีต่ำกว่าเป้าแล้ว 1 หมื่นล้านบาท จากการลดภาษีน้ำมันดีเซล โดยคาดว่าทั้งปีจะต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท จากภาษีน้ำมันดีเซล 3 หมื่นล้านบาท และจากผลกระทบทางการเมืองทำให้การเก็บภาษีในภาพรวมลดลงอีก 2 หมื่นล้านบาท

เช่นเดียวกับกรมศุลกากรที่ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน การเก็บภาษีไตรมาสแรกต่ำกว่าเป้า 6,000 ล้านบาท และทั้งปีก็คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการนำเข้าชะลอตัว จะได้ตัวช่วยเรื่องค่าเงินบาทอ่อนทำให้มูลค่านำเข้าสินค้าแพงขึ้น แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าค่าเงินบาทที่ออกมาเกินเป้าอาจไปเพิ่มต้นทุนสินค้าและทำให้การบริโภคชะงักมากขึ้น จะตีกลับทำให้การนำเข้าสินค้าลดลงไปอีก

เมื่อดูภาพรวมการเก็บภาษีของกรมภาษีในไตรมาสแรกจึงอยู่ในภาวะต่ำกว่าเป้า ซึ่งการเก็บภาษีของทั้งสามกรมกินสัดส่วนรายได้ของประเทศ 90% เมื่อการเก็บภาษีมีปัญหาย่อมทำให้การเก็บรายได้มีวิกฤตไปด้วย ยิ่งในช่วงที่รัฐบาลรักษาการยิ่งมีปัญหาเพิ่มขึ้น เพราะเก็บภาษีใหม่ไม่ได้ ลำพังที่ผ่านมารัฐบาลมีการขึ้นภาษีบาป สุรา บุหรี่ ก็ไม่พอชดเชยภาษีตัวอื่นที่หายไปมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ระทรวงการคลังไม่สามารถนิ่งเฉยได้ จึงต้องหาทางแก้ปัญหารายได้ของรัฐบาลแต่เนิ่นๆ เพราะจากปัญหาทางการเมืองมีการประเมินในแง่บวกหากมีการเลือกตั้งตามกำหนด กว่าจะได้รัฐบาลใหม่มาทำงานก็กลางปี หรือไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ ซึ่งไม่ทันแก้ปัญหารายได้ของประเทศ ยังไม่รวมกับกรณีเลวร้ายที่ไม่สามารถเลือกตั้งและมีรัฐบาลก่อนกลางปี รายได้ของประเทศจะตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังทันที่หากกระทรวงการคลังไม่คิดดำเนินการแก้ไขเสียแต่ตอนนี้

ทางที่เหลืออยู่ก็คือ การเรียกเก็บเงินเพิ่มจากรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น เพราะเป็นการดำเนินการภายในของกระทรวงการคลังที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งหมดของประเทศ สามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตามการเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจเพิ่มก็ทำได้ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนอกตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น เพราะรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ส่งรายได้คลังผ่านเงินปันผล ซึ่งมีระบบที่ค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว การที่อยู่ดีๆ จะไปสั่งให้จ่ายเพิ่มเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่าย

ต่างกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีการส่งเงินรายได้จากกำไรในแต่ละแห่งสัดส่วนไม่เท่ากัน และเป็นที่รู้กันว่ากระทรวงการคลังสามารถเจรจาที่จะขอปรับการส่งเงินให้คลังได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่เป็นกำลังสำคัญในการส่งรายได้ให้กับกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง รวมถึงธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และยังมีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและโรงงานยาสูบ ที่เป็นกำลังสำคัญในการส่งรายได้ให้กับรัฐบาล โดยแต่ละแห่งส่งรายได้ให้รัฐบาลตั้งแต่ 5,000 ล้านบาท หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้นหากรัฐบาลต้องการเพิ่มในกรณีพิเศษ

เป็นที่รู้กันว่าการส่งเงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจเป็นกลไกและตัวช่วยที่สำคัญในการปรับแต่งบัญชีการเก็บรายได้ของประเทศให้ออกมาดูดีทั้งในภาพรวมและการเก็บรายได้เฉพาะหน้าเป็นรายเดือนให้ออกมาเกินเป้าอยู่ตลอดเวลา อย่างล่าสุดที่เห็นได้ชัดว่าการเก็บภาษีมีปัญหาต่ำกว่า แต่ขณะเดียวกันการส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็เข้ามาเกินเป้าจำนวนมาก ทำให้ภาพรวมการเก็บรายได้ของรัฐบาลยังออกมาเกินเป้า

หรือการเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านมา ที่ตอนแรกกังวลว่าการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า แต่โชคดีที่รัฐบาลมีรายได้พิเศษจากการประมูลโครงการคลื่นโทรศัพท์ 3จี ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงรายได้สัมปทานปิโตรเลียมและเงินส่งคืนจากการกันไว้คืนภาษีกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลเกินเป้าถึง 5 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเก็บรายได้จากรัฐวิสาหกิจมาก จะเห็นว่ามีการเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจเกินเป้าเพียง 1,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น เพื่อเก็บเงินของรัฐวิสาหกิจในยามที่จำเป็นกว่า

ดังนั้น รายได้ของรัฐวิสาหกิจจึงเป็นกำลังสำคัญของการทำให้รายได้ของประเทศเป็นไปตามเป้า เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่รายได้ของรัฐวิสาหกิจก็เป็นตัวช่วยโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่มีปัญหาเงินชอร์ต จึงมีการขอให้รัฐวิสาหกิจนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายสำรองให้ชาวนาที่นำข้าวมาจำนำกับรัฐบาลก่อน ระหว่างที่รอเงินกู้และเงินที่ได้จากการระบายข้าวมาจ่ายชาวนา

สำหรับการเก็บรายได้ของรัฐบาล แม้ว่ารายได้ของรัฐวิสาหกิจจะไม่ใช่ 1 แสนกว่าล้านบาท แต่กลับเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้บัญชีรายรับของประเทศออกมาดูดี และทำให้รายจ่ายของประเทศไม่มีปัญหาเงินชอร์ตขาดมือ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท