
"Yield ตราสารหนี้เพิ่มขึ้นตามแรงขายต่างชาติ"
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (6-10 ม.ค. 2557)
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (6-10 ม.ค. 2557)
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 442,813 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 88,563 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 18% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 65% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 287,198 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 118,574 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,326 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือรุ่น LB176A (อายุ 3.4 ปี) LB196A (อายุ 5.4 ปี) และ LB155A (อายุ 1.4 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 26,597 ล้านบาท 25,713 ล้านบาท และ 19,204 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB14410C (อายุ 91 วัน) CB14123A (อายุ 13 วัน) และ CB14128A (อายุ 14 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 33,065 ล้านบาท 30,259 ล้านบาท และ 25,979 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย รุ่น CIMBT217A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 367 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี รุ่น RG143A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 339 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT168A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 266 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงในตราสารหนี้ระยะสั้น อายุน้อยกว่า 3 ปี ในช่วงประมาณ 5 ถึง 7 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ขณะที่ผลตอบแทนของตราสารอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในช่วงประมาณ 2 ถึง 14 Basis Point ตามทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย ภายหลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาแสดงถึงทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ยอดขาดดุลการค้าที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลงสู่ระดับ3.3 แสนราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ (คิวอี) เพิ่มมากขึ้นในปีนี้ ประกอบกับประเด็นความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะแผนการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. ส่งผลให้เกิดแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในตราสารหนี้ระยะยาวและทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น (ราคาลดลง) ขณะที่อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวลดลง (ราคาสูงขึ้น) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลการประมูลพันธบัตรระยะสั้นของ ธปท. ในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก บวกกับการโยกเงินของนักลงทุนบางส่วนจากสินทรัพย์เสี่ยงมาพักไว้ในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอดูสถานการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 4,254 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 11,662 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 7,407 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 1,346 ล้านบาท







