
ม็อบกับเอสเอ็มอี
ผมเห็นนักธุรกิจและนักวิชาการบางคนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่า การประท้วงปิดกรุงเทพมหานครจะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้รับความเดือดร้อนจนอาจทำธุรกิจต่อไปไม่ได้
ผมเห็นนักธุรกิจและนักวิชาการบางคนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่า การประท้วงปิดกรุงเทพมหานครจะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้รับความเดือดร้อนจนอาจทำธุรกิจต่อไปไม่ได้
ความจริงไม่อยากขัดคอใครครับ เพราะการเหมารวมว่าธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ใดก็ตาม เป็นเรื่องที่ทำให้คนฟังเห็นใจได้ง่าย ใครที่ทำให้เอสเอ็มอีเดือดร้อน คนนั้นอาจกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชนได้ไม่ยากนัก เพราะคำว่าเอสเอ็มอีเดี๋ยวนี้ถูกเอามาใช้เชิงนามธรรมมากกว่ารูปธรรม เพื่อกล่าวหาคนอื่นว่าทำให้เอสเอ็มอีเดือดร้อนบ้าง ไม่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีบ้าง แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่าเอสเอ็มอีที่ว่าคืออะไร
คำว่าเอสเอ็มอีหมายถึงธุรกิจที่เป็นอิสระ มีเอกชนเป็นเจ้าของ ดำเนินกิจการด้านการผลิต การจำหน่ายและให้บริการประเภทต่างๆ มีต้นทุนดำเนินงานต่ำและมีพนักงานจำนวนน้อย
ธุรกิจเอสเอ็มอีช่วยให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยช่วยให้มีการกระจายรายได้สู่ประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพราะเจ้าของธุรกิจสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้ารูปแบบใหม่ๆ ออกมา
ในประเทศไทยให้คำจำกัดความของธุรกิจเอสเอ็มอีไว้ว่า ถ้าเป็นกิจการที่ดำเนินการเกี่ยวกับการผลิต หรือบริการจะต้องมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรรวมไม่เกิน 200 ล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน ส่วนกิจการค้าส่งมีทรัพย์สินไม่เกิน 100 ล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน ถ้าเป็นกิจการค้าปลีกต้องมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 60 ล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน 30 คน
พิจารณาตามนิยามข้างต้น ต้องบอกว่าธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นครอบคลุมธุรกิจแบบครอบจักรวาล ตั้งแต่ค้าส่ง ค้าปลีก ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและอุตสาหกรรม ผมนึกไม่ออกว่าคนที่บอกว่าการชุมนุมจะทำให้เอสเอ็มอีเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้ ใช้ฐานอะไรเป็นข้อมูลในการประเมินผลกระทบ เพราะบางธุรกิจอาจได้รับผลกระทบเงินบาท บางธุรกิจอาจได้รับผลกระทบเป็นลบ
ผมว่าเอสเอ็มอีที่น่าจะมีความสุขที่สุดเวลาที่มีการประท้วงทางการเมืองอย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ น่าจะได้แก่ร้านอาหารตามห้องแถวและริมทางเดินที่มีคนอุดหนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ผมยังนึกตำหนิพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า เช่น น้ำดื่มขวดเล็กจาก 7 บาท ขาย 12 บาท อะไรทำนองนี้ แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าที่มีการเปิดบูธขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ผมก็เห็นขายดี มีการเอาสินค้าประเภทเครื่องประดับในการชุมนุม เช่น นกหวีด มาขายเสริม มองยังไงก็นึกไม่ออกว่าเขาจะเดือดร้อนได้อย่างไร ถามๆ ดูบางรายบอกอยากให้ชุมนุมกันไปเรื่อยๆ จะได้ขายของได้ ซึ่งอย่างนั้นก็ดูเกินไปเหมือนกัน สถานีบริการน้ำมันในย่านที่เขาชุมนุมกันอย่างแถวถนนหลวงซึ่งมีแค่แห่งเดียว มีรถจอดรอเข้าแถวเติมน้ำมัน เพราะใครมาจากไหนมาถึงที่นั่น รถติดต้องเติมน้ำมันไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท ส่วนร้านฟาสต์ฟู้ดทุกแห่งผมเห็นคนอัดแน่นจนไม่กล้าเข้าไปกันเพราะขี้เกียจรอ
ถ้านับว่าร้านค้าขายประเภทนี้เป็นเอสเอ็มอี ผมยืนยันว่าเขาไม่เดือดร้อนแน่ เพราะปกติลูกค้าจอดรถซื้อของ สั่งอาหารกันไม่ได้ แต่ช่วงการประท้วงถนนหน้าร้านกลายเป็นถนนคนเดิน ซื้อง่ายขายคล่อง คนเข้ามาซื้อสินค้า นั่งสั่งอาหารกินเต็มร้าน
ผมเห็นเขายอมรับเหมือนกันว่าร้านอาหารและร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ประโยชน์จากการชุมนุม แต่พูดเหมือนเป็นข้อยกเว้น ความจริงอยากให้ไปนับเหมือนกันว่า “ข้อยกเว้น” เหล่านี้มีคนที่ได้อานิสงส์จากการชุมนุมกี่คน
ทีนี้มาถึงเอสเอ็มอีที่ประกอบธุรกิจค้าปลีก ความจริงส่วนใหญ่ร้านโชห่วยทั้งหลายได้ตายไปเกือบหมดแล้ว แต่ไม่เพราะม็อบทำให้ตาย แต่เพราะรัฐปล่อยให้ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติ หรือธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ของกลุ่มธุรกิจไทยเข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาต่างหาก ถ้าอยากช่วยต้องหาทางจำกัดขอบเขตการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ครับ ไม่เกี่ยวกับม็อบแน่ ความจริงพูดไปแล้วกลุ่มเอสเอ็มอีค้าปลีกคือกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากม็อบ ไม่ใช่ได้รับผลกระทบที่ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ต้องย้ำอีกนะครับว่า ต้องเป็นม็อบที่ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้คำสั่ง และไม่มีอาชญากรแฝงตัวอยู่เท่านั้น
ทีนี้พูดถึงธุรกิจเอสเอ็มอีประเภทค้าส่ง ความจริงแล้วธุรกิจค้าส่งในเมืองไทยมีอยู่ไม่กี่แห่ง เช่น ที่สำเพ็ง พาหุรัด ประตูน้ำ หรือปัจจุบันมักขึ้นไปค้าขายบนห้างค้าส่งหลายแห่ง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ว่าจะฝนตก ฟ้าจะร้องไม่เคยปิด และยังคงค้าขายอยู่ตามปกติ ไม่ค่อยมีหรอกครับสมัยนี้ที่ค้าขายกันอยู่ตามอาคารพาณิชย์ในบริเวณที่ถูกปิดล้อม ผมไม่แน่ใจว่าการที่คนต่างจังหวัดจำนวนหนึ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ จะทำให้ยอดการค้าขายในต่างจังหวัดลดลงหรือไม่ แต่อยู่ๆ บอกว่าคงค้าขายลดลงมากมายนั้น คงไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการนัก เพราะอาจมีทั้งคนเสียและคนได้
ส่วนเอสเอ็มอีประเภทที่ให้บริการ เช่น การจัดการท่องเที่ยว ตัดผม แต่งหน้า แต่งเล็บนั้น ผมอยากให้ประเมินจริงๆ ว่า การประท้วงทำให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะเห็นผู้ประท้วงโดยเฉพาะสาวๆ ทาหน้า ทาเล็บสวยๆ กันทุกคน ส่วนธุรกิจการท่องเที่ยวจองทัวร์นั้น ส่วนใหญ่ทำกันทางอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ต่อให้ปิดร้านก็ทำงานได้ วันนี้ผมยังไปตัดผมตามปกติ เสียอย่างเดียวต้องนั่งฟังช่างตัดผมวิจารณ์การเมืองให้ฟังจนหูชา นอกนั้นชีวิตยังดำเนินไปตามปกติ
ส่วนเอสเอ็มอีประเภทสุดท้าย คือ ประเภทที่ดำเนินการผลิตต่างๆ เชิงอุตสาหกรรมนั้น สมัยนี้ไม่มีใครแอบตั้งโรงงานในตึกแถวเหมือนสมัยก่อนแล้ว เขามักจะมีโรงงานเล็กๆ ในย่านชานเมือง เพราะฉะนั้นถึงจะมีการปิดกรุงเทพฯ ชั้นใน ธุรกิจของเขาก็ยังดำเนินไปตามปกติ ระบบขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ผ่านเข้ามาในเขตกรุงเทพมหานครไม่ได้อยู่แล้ว สำนักงานในกรุงเทพฯ ชั้นในเป็นแค่สถานที่ติดต่อซึ่งทำงานได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเช่นกันถ้าจำเป็น
เพราะฉะนั้น ถ้าท่านผู้อ่านได้ยินการพูดว่าการประท้วงทำให้เอสเอ็มอีอยู่ไม่ได้ ต้องล้มละลาย ต้องฟังหูไว้หูนะครับ เพราะบางทีคนพูดก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอสเอ็มอีคืออะไร
ความจริงเอสเอ็มอีไทยมีปัญหามานานแล้ว ตั้งแต่การถูกธุรกิจข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันแบบมวยคนละรุ่น แล้วให้มาต่อยกันบนกติกาเดียวกัน การผูกขาดตัดตอนของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำให้การเข้าสู่ตลาดของเอสเอ็มอีเป็นไปด้วยความยากลำบาก ปัญหาที่รัฐส่งเสริมให้ธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่นำบริษัทย่อยๆ ในเครือข่ายจากต่างประเทศเข้ามาผลิตสินค้าที่เป็นส่วนประกอบแทนที่จะส่งงานให้เอสเอ็มอีไทย การขาดแคลนแรงงานเพราะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนค่าจ้างได้เท่ากับธุรกิจขนาดใหญ่ ความยากลำบากในการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะขาดแคลนเงินลงทุน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เนื่องจากไม่สามารถรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่สถาบันการเงินยอมรับได้ รัฐใช้งบประมาณที่ควรใช้ในการพัฒนาเอสเอ็มอีไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานที่จับต้องไม่ได้เป็นรูปธรรมของรัฐบาลและนักการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีอากรและระบบบัญชีการเงินที่เอสเอ็มอีไม่พร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่ระบบ เพราะต้องพยายามดูแลต้นทุนดำเนินการให้ต่ำที่สุดเพื่อความอยู่รอด จึงตกเป็นเหยื่อของการรีดไถของเจ้าหน้าที่ของรัฐแทน
สิ่งต่างๆ นี้ต่างหากที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยเดือดร้อน อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งเหมือนเอสเอ็มอีในประเภทอื่น ไม่ใช่ม็อบครับ







