
ติดอสวุธสตรีอุคเนย์รับบทนำธุรกิจบริการ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
แม้จะมีการส่งเสริมสิทธิและบทบาทสตรีมากขึ้นทั่วโลก แต่สำหรับในอาเซียนยังมีบางประเทศที่สตรียังมีสิทธิไม่เท่าเทียมบุรุษ ในภาวะที่อาเซียนกำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคม จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมสตรีให้มีบทบาทนำในภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจบริการอย่างธุรกิจท่องเที่ยว
พรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) วิเคราะห์ว่า ผู้หญิงอาเซียนอาจไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้แรงงานได้ทัดเทียมผู้ชาย แต่หากทำงานบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว จะเหมาะสมมาก เนื่องจากผู้หญิงมีความรอบคอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีบุคลิกที่สอดคล้องกับงานบริการ ไทยเองมีผู้บริหารหญิงในธุรกิจท่องเที่ยวมากถึงราว 70% ต่อจากนี้จึงควรมีการฝึกภาษาต่างประเทศที่สำคัญให้แก่สตรีในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น ภาษาจีน ภาษามลายู และต้องพัฒนาศักยภาพให้ได้ระดับยุโรป ไม่ใช่แค่อาเซียน
ด้าน โซ อามิ คยอ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อนันดา ทราเวล ของพม่า เล่าว่า ปัจจุบันสตรีพม่ายังเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่มากนัก เนื่องจากสตรีส่วนใหญ่ 47.4% ยังนิยมทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม จึงมีสตรีกระจายทำงานภาคอื่นๆ เพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของพม่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สังเกตว่าในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในพม่า 8.6 หมื่นคน แต่ในปี 2555 มีจำนวนมากถึงกว่า 3 แสนคน นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจบริการอื่นๆ อีกจำนวนมาก ภาคการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนากำลังคนอย่างเร่งด่วน
“จุดอ่อนของสตรีพม่าในขณะนี้ ได้แก่ การขาดแคลนความรู้และการพัฒนาฝีมือสู่ระดับมืออาชีพ ยังไม่มีสถาบันสอนด้านการจัดการในโรงแรม การจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ตลอดจนยังไม่ทราบผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ ผู้หญิง ส่วนใหญ่ในธุรกิจท่องเที่ยวยังมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย”
ขณะที่จุดแข็งของสตรีพม่า คือมักจะได้รับคำชมเสมอจากนักท่องเที่ยวว่าทำงานมีคุณภาพ สุภาพ พร้อมทำงานหนัก ตลอดจนเคารพวัฒนธรรมพม่า เหมาะแก่การทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในโรงแรม งานทั่วไป และเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยว
สำหรับแนวทางการพัฒนาสตรีในธุรกิจท่องเที่ยวนั้น เธอมองว่า ต้องเริ่มจากการพัฒนาทักษะฝีมือแก่สตรีที่มีการศึกษาน้อย ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาบันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ต้องฝึกให้รู้จักสิทธิของแรงงานและสิทธิสตรี เพื่อให้ผู้หญิงได้รับประโยชน์จากภาคเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
ขณะที่ เซา โซเฟียกราณี จากกระทรวงกิจการสตรีของกัมพูชา เล่าว่า ปัจจุบันกัมพูชามีประชากร สตรีทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 3.5 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 14.8 ล้านคน ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในกัมพูชามากถึง 15% ของจีดีพีประเทศ จึงต้องพยายามปลูกฝังให้สตรีเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมมากขึ้น
สิ่งที่เธอมองว่ายังขาดในขณะนี้ คือทักษะภาษาอังกฤษ การเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี หลักสูตรด้านการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการท่องเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร กระทรวงกิจการสตรีกัมพูชาจึงต้องการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาคเอกชนและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ จากประเทศในอาเซียน พร้อมทั้งช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ตลาด และการเข้าถึงแหล่งทุนให้แก่ผู้ประกอบการ







