
จี้ผุดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม
รัฐแจงช่วยลดต้นทุน-กดค่าเอฟทีคาดแนวโน้มปีนี้อาจขยับแตะ4บาท/หน่วย
รัฐแจงช่วยลดต้นทุน-กดค่าเอฟทีคาดแนวโน้มปีนี้อาจขยับแตะ4บาท/หน่วย
เรกูเลเตอร์ ดันผุดโรงไฟฟ้า ถ่านหิน หวังลดใช้ก๊าซฯ กดค่าเอฟที ขณะปีนี้แนวโน้มแตะ 4 บาทต่อหน่วย
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยถึงการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2556-2573 หรือพีดีพี 2013 ฉบับปรับปรุง ว่าทางเรกูเลเตอร์ได้ให้หลักการของการจัดทำแผนโรงไฟฟ้าใหม่จะต้องสร้างความสมดุลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 2.ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและ 3.ค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมและเหมาะสม
ทั้งนี้ เบื้องต้นกระทรวงพลังงานได้ให้นโยบายในการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่า อีกทั้งจะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเทคโนโลยีถ่านหินมีการพัฒนาไปมาก ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนรอบเดือน ม.ค.เม.ย. อยู่ที่ 3.86 บาทต่อหน่วย แยกเป็นค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.27 บาทต่อหน่วยและค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) อีก 59 สต.ต่อหน่วย ซึ่งหากทิศทางราคาน้ำมันที่จะสะท้อนไปยังราคาก๊าซธรรมชาติสูงต่อเนื่อง ผนวกกับเงินบาทอ่อนค่าลง จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 4 บาทต่อหน่วยได้
อย่างไรก็ตาม หวังว่าค่าเงินบาทที่ระดับ 3233 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นภาวะชั่วคราว เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติก็น่าจะดีขึ้น ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่า 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะมีผลต้นทุนค่าไฟ 56 สต.ต่อหน่วย
สำหรับประเด็นที่เป็นห่วงในระยะยาว ถ้าไทยพึ่งก๊าซฯ ผลิตไฟถึง 70% ในขณะที่สำรองก๊าซฯ ในอ่าวไทยเริ่มลดลง หากไม่มีแหล่งผลิตใหม่เข้ามา จะใช้ไปได้เพียง 7 ปี และหลังจากนั้นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงกว่าเท่าตัว ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการเรกูเลเตอร์ กล่าวว่า ขณะนี้เรกูเลเตอร์อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ โดยสาระสำคัญจะกำหนดกติกาใหม่ เปิดให้เอกชนรายอื่นๆ สามารถเข้ามาใช้บริการท่อก๊าซฯ ได้ รวมถึงกรณีการนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อก่อให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งจะนำมาซึ่งราคาก๊าซฯ ที่เหมาะสมจากเดิมที่ ปตท.ผูกขาดอยู่รายเดียว







