
ดีเดย์...ชัตดาวน์กทม.
วันนี้เป็นวันแรกที่ กปปส. ดีเดย์ปิดกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า “ชัตดาวน์กรุงเทพ” คำว่า “Shutdown” หมายถึง ปิดแน่น หรือหยุดดำเนินการ ใช้ในความหมายหลายอย่าง ในโรงงานอุตสาหกรรมมีคำว่า “ชัตดาวน์เครื่อง” คือหยุดการทำงานของเครื่องจักรเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ หรือการปิดโรงงาน จากสาเหตุต่างๆ เช่น การสไตรก์นัดหยุดงานของคนงาน ทำให้ต้องชัตดาวน์โรงงาน เพราะคนงานจำนวนมากชุมนุมปิดประตูหน้าโรงงาน ไม่ให้ผู้บริหารเข้ามาทำงาน หรือไม่ให้รถส่งสินค้าหรือวัตถุดิบเข้าออก เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารยอมตามข้อเรียกร้อง กรณีนี้ยกขึ้นมาเพื่อเทียบเคียงให้เห็นภาพการชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพียงแต่เปลี่ยนจากโรงงานเป็นกรุงเทพฯ และเปลี่ยนจากนายจ้างเป็นรัฐบาล
วันนี้เป็นวันแรกที่ กปปส. ดีเดย์ปิดกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า “ชัตดาวน์กรุงเทพ” คำว่า “Shutdown” หมายถึง ปิดแน่น หรือหยุดดำเนินการ ใช้ในความหมายหลายอย่าง ในโรงงานอุตสาหกรรมมีคำว่า “ชัตดาวน์เครื่อง” คือหยุดการทำงานของเครื่องจักรเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ หรือการปิดโรงงาน จากสาเหตุต่างๆ เช่น การสไตรก์นัดหยุดงานของคนงาน ทำให้ต้องชัตดาวน์โรงงาน เพราะคนงานจำนวนมากชุมนุมปิดประตูหน้าโรงงาน ไม่ให้ผู้บริหารเข้ามาทำงาน หรือไม่ให้รถส่งสินค้าหรือวัตถุดิบเข้าออก เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารยอมตามข้อเรียกร้อง กรณีนี้ยกขึ้นมาเพื่อเทียบเคียงให้เห็นภาพการชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพียงแต่เปลี่ยนจากโรงงานเป็นกรุงเทพฯ และเปลี่ยนจากนายจ้างเป็นรัฐบาล
ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มต้นวันนี้ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐต้องการกดดันรัฐบาลรักษาการไม่ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จากการแถลงของแกนนำจะปิดถนนสำคัญ 7 แห่งเป็นที่มั่น และแต่ละวันจะกระจายไปตามถนนหลายสายเพื่อปิดสถานที่ราชการ แบบเช้าไปเย็นกลับ แน่นอนว่าการจราจรส่วนใหญ่คงเป็นอัมพาต โดยแต่ละเส้นทางอยู่ในพื้นที่ธุรกิจ เป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัททั้งไทยและต่างชาติ เป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและย่านการค้า เป็นแหล่งที่ผู้คนกว่า 1 ใน 3 ของผู้ที่ทำงานในกรุงเทพฯ ต้องเข้ามาทำงาน หากเป็นการปิดเชิงสัญลักษณ์ 12 วันก็พอรับได้ แต่ท่าทีของ กปปส.ดูจะยืดเยื้อ แน่นอนว่าจะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน โดยเฉพาะความเชื่อมั่น และการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด กว่าจะฟื้นตัวก็คงใช้เวลาเป็นเดือน
ผมค่อนข้างเป็นห่วงความรุนแรง เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้เห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ในหลายจุด กลายเป็นม็อบชนม็อบ สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกัน หากถึงขั้นมีการล้มตายจะสร้างความจงเกลียดจงชังในกลุ่มประชาชนให้มากกว่าเดิม ทั้งนี้ ปัญหาการเคลื่อนไหวทางการเมืองควรจำกัดขอบเขตให้อยู่ระหว่างภาคประชาชนกับรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเข้ามาบริหารประเทศชั่วคราวและออกไปตามวาระหรือวิถีทางการเมือง แต่หากกลายเป็นการปะทะระหว่างประชาชนกับประชาชน จะกลายเป็นการแตกความสามัคคีในชาติซึ่งแก้ไขได้ยาก ผู้ที่รับผิดชอบจะต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดี
ทั้งนี้ การชัตดาวน์โรงงานของเอกชน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งที่ไม่ลงตัวระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ท้ายที่สุดก็ต้องเจรจาหาทางออกร่วมกัน เพราะนายจ้างก็ต้องคำนึงถึงความเสียหาย หากดื้อดึงโรงงานคงถึงขั้นเจ๊ง ขณะที่ลูกจ้างก็คงไม่ต้องการให้โรงงานเสียหาย เพราะเป็นแหล่งทำมาหากิน ต่างฝ่ายจึงต้องถอยกันคนละก้าวสองก้าวเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้ง
ดังนั้น ผมอยากให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้งฯ เห็นแก่ประโยชน์ของชาติ การชัตดาวน์กรุงเทพฯ ยิ่งนานประเทศก็ยิ่งเสียหาย ทั้งรัฐบาลและ กปปส.ต้องเจรจาหาข้อยุติ หากเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นประเด็น ก็ควรเลื่อนออกไปหน่อยได้ไหม หรือแนวทางการปฏิรูปซึ่งยังเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องหาแนวทางร่วมกันที่พอจะรับกันได้ ไม่ใช่เอาแต่ปักธงไม่ยอมถอยลูกเดียว ซึ่งที่สุดแล้วความเสียหายก็จะตกอยู่กับประเทศ ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองในประเทศกลายเป็นปัจจัยหลักฉุดเศรษฐกิจไทย ซึ่งคิดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ หากวุ่นวายไม่รู้จบอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร...
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)







